ความท้าทาย จากการเรียนรู้ แล้วนำไปปฏิบัติ

  ข้อสังเกตของผมในเรื่อง  การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปสู่การปฏิบัตินั้น   ผมเห็นว่า  ที่ใดก็ตามที่มีการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติได้จริง  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆ   ฝึกอบรม  สัมมนาเชิงปฏิบัติการ  หรือ แม้แต่กระทั่งการบรรยาย    ก็ตาม  ผมเห็นหน่วยงานที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ดี   เพราะเขามีเรื่องเหล่านี้ครับ การเชื่อมโยงให้เห็นก่อนว่ามันต่อเชื่อมกับเป้าหมายของงานที่เขาต้องการได้อย่างไร? ตัวอย่างเช่น  โรงงานแห่งหนึ่ง  เขามีการติดตามและวัดผลการทำงานตลอดเวลา  วัดที่  yield   หรือ  จำนวน defect จุดที่ผิดพลาด  หรือ ผลงาน เทียบ แผนงาน   คนทำงานทุกคนจะมีตัวเลขเหล่านี้ขึ้นมาหลังจากได้ทำงานไป   ซึ่งตัวเลขเหล่านี้  สามารถบอกประสิทธิภาพของการทำงาน  แบบคนเดียว  หรือรวมเป็นทีม   เป็นแผนก  ก็ได้ สิ่งที่เขานำเสนอให้ผมฟังหลังจากเรียนรู้ไปประมาณ 2 – 3 เดือน   เขานำเสนอให้เห็นว่า  สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ไปนั้น   พอนำไปลองปรับเข้ากับการทำงานในแผนก    สอดแทรกวิธีการที่ร่ำเรียนมาให้อยู่ในวิธีการทำงาน  แล้วมาดูว่าผลการทำงานเป็นอย่างไร?…

Knowledge Management as an effective workforce’s capacity building tool

This paper aims to suggest positive associations between knowledge management and capacity building in three different sectors. Although Health is defined by WHO as a state of complete physical, mental and social well-being and not merely the absence of disease or infirmity, The Knowledge Management Institute (KMI) totally agrees with such definition but deeply emphasizes…

การพัฒนาศักยภาพพนักงาน กับ การพัฒนาองค์กร ต้องทำให้กลายเป็นกิจภายใน ไม่ใช่ฝากไว้กับวิทยากร หรือผู้เชี่ยวชาญ

มุมมองของผม  จากประสบการณ์ที่ได้คุย  ได้ออกแบบ  ได้จัดกระบวนการ  ได้ไปเป็นที่ปรึกษาในองค์กร  ในด้านการเรียนรู้ของพนักงาน    ส่วนใหญ่แล้ว  ภารกิจที่ทำนั้นจะครอบคลุมอยู่ในส่วนเล็กๆ ขององค์กร  เช่น เราทดลองจัดการเรียนรู้ในบางแผนก   แล้วเอามาคุยกัน มาทบ ทวนกันกันว่าที่ทำไปแล้วนั้น   อะไรที่ work อะไรที่ไม่ work   แล้วเราจะปรับกระบวนการกันอย่างไรต่อไป      เราทำกันจนเริ่มพบว่า  วิธีการที่เราทดลองกันนั้น มันเริ่ม OK  เช่น  ผลจากการทำตอบโจทย์องค์กร มากขึ้น  อาทิ  yield ดีขึ้น  ลดของเสีย ลดงบประมาณได้   ความสัมพันธ์ของทีมดีขึ้น   เป็นต้น   ที่นี่พอคิดจะขยายจากจุดเล็ก  ให้เกิดในฝ่ายอื่น แผนกอื่นมากขึ้น    ประเด็นที่มักจะเป็นปัญหา ก็คือ  คนกลุ่มเดิม   ก็มาสุมหัวกันคิดร่วมกันอีก    แต่จุดที่ขาดไป  คือ  …

จัดการความรู้เรื่องอะไร? จัดการไปทำไม?

“การจัดการความรู้” (Knowledge Management: KM)  ในเมืองไทยวันนี้   ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานของรัฐ    แต่ก็ยังพบอีกไม่น้อยที่ยังไม่รู้จัก KM เลย    อันที่จริงแล้วทุกองค์กรต่างเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  ทั้งที่รู้ตัว  และไม่รู้ตัว  มากบ้าง  น้อยบ้างต่างกันไป    อาจเป็นเพราะด้วยชื่อของมันที่ดูขึงขัง  ซึ่งมีทั้ง  “การจัดการ” (Management)  แถมยังมีคำว่า “ความรู้” (Knowledge)  เข้ามาร่วมผสมโรงอีก  เลยดูซีเรียสเข้าไปใหญ่  แค่ได้ยินชื่อ ก็ไม่อยากรู้จักแล้ว หากตั้งคำถามใหม่ว่า  “มีองค์กรใดบ้างที่ตั้งแต่ทำงานมา  ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเลย?”   หรือ  “มีองค์กรใดบ้างที่ไม่เคยรู้ว่ามีความรู้อะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการทำงานในบริบทของตนเอง?”     คงจะหายากสำหรับองค์กรที่ตอบว่า “ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเลย”  หรือ  “ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าความรู้ที่จำเป็นสำหรับงานของตนเองนั้นมีอะไรบ้าง”    เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้มาจนถึงวันนี้    นั่นแสดงว่าต้องเกี่ยวข้องกับการใช้ความรู้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย    หากเริ่มอย่างนี้  ก็เท่ากับมองเห็นว่า  องค์กรใดๆ ย่อมหนีจากการเกี่ยวข้องกับความรู้ไม่ได้เลย   แม้แต่ชีวิตเราก็หนีความรู้ที่ทำให้เราอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุขไม่ได้เช่นกัน แต่จากประสบการณ์ส่งเสริมการจัดการความรู้ในบ้านเรา  หลุมพรางใหญ่ไม่ใช่ “เทคนิค” หรือ “วิธีการ” ของการจัดการความรู้   ไม่ว่าเครื่องมือใดๆ เมื่อนำเข้ามาในองค์กร  ถูกนำเข้ามาในฐานะ  “ภาระ”   ใหม่ของคนทำงาน  เราจึงต้องเจอกับอาการต่อต้านของคนหน้างาน …