มาในยุคที่ก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 การจัดการความรู้ หรือ KM 4.0 ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยนี้อย่างไร

KM 4.0 : เป็นการจัดการความรู้ที่ยกระดับจาก “ความรู้” (Knowledge) สู่ “คุณค่า” (Values) สู่การจัดการคุณค่า (Values Management) ที่กระทบหัวใจ และจิตใจของมนุษย์ และมีการดำเนินการอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วิธีคิดและวิธีทำงาน หรือเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมขององค์กร (Change Management) จากวัฒนธรรมเน้นความสัมพันธ์แนวดิ่งเป็นเน้นความสัมพันธ์แนวราบ เพื่อใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ของคนทั่วทั้งองค์กร โดยมีเป้าหมายโฟกัสที่ชัดเจนที่ธุรกรรมสำคัญขององค์กร โฟกัสความรู้ที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Knowledge) มี กรอบงาน KM (KM Framework) ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยทำไปวัดผลและสื่อสารองค์กรไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการตัดสินใจเชิงนโยบายในการลงทุนดำเนินการ KM อย่างคุ้มค่า (Return of Investment) จนในที่สุดฝังอยู่ในวัฒนธรรมองค์กร

การจัดการความรู้ ในยุคที่ 3 หรือ KM 3.0 ในยุคดิจิตอล เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร

KM 3.0 (Organization KM) : เป็นการจัดการความรู้เพื่อการบรรลุเป้าหมายหลักขององค์กรหรือโครงการที่ยังเน้นใช้ Human KM เปลี่ยนกระบวนทัศน์คน สร้างการเรียนรู้ให้อยู่ในวิถีชีวิตคนทำงาน/การใช้ชีวิตประจำวัน และใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ในยุคดิจิตอล สร้างเครื่องมือและระบบให้โอกาสคนได้เข้าถึงข้อมูล ความรู้ (Speed of Learning) และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ (Space of Learning) เกิดการพัฒนาศักยภาพ ยกระดับองค์ความรู้ (Spiral of Learning)  ให้กับคนทำงาน หรือภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสังคม โดยมีคำสำคัญ (keywords) ของ KM 3.0 คือ “อยู่ในวิถี มีเป้าหมาย ใช้ IT มียุทธศาสตร์และการจัดการ” ทั้งนี้ ทาง ม.สคส. อยากให้สังคมไทยได้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ ก่อเกิดพลังและสร้างคุณค่าอย่างถึงที่สุดให้กับองค์กร สังคม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนในสังคม จึงพัฒนาโมเดลความคิดต่อ มาเป็น KM 4.0

การจัดการความรู้ หรือ KM 2.0 มีความแตกต่างจาก KM 1.0 อย่างไร

KM 2.0 (Human KM) : ยุคนี้เน้นการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน (Share for Change) หรือมุ่งเน้นไปที่การปรับทัศนคติของ “คน” ให้เปิดใจเรียนรู้ ชื่นชมความรู้ปฏิบัติข้างในตัวคน (tacit knowledge) รวมถึงสร้างทักษะในการเล่าเรื่อง (Storytelling skill) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถทำให้คนทำงานยินดีที่จะแบ่งปันความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติมาแลกเปลี่ยนกัน ในบรรยากาศที่ไว้วางใจอย่างไม่เป็นทางการ (Community of Practice) ทำให้ KM ในยุคนี้ เป็นการสร้างความรู้สึก และความสัมพันธ์ดี ๆ ขึ้นในกลุ่มคนทำงานขององค์กร แต่จุดอ่อนสำคัญ คือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้วไม่ค่อยมีพลังส่งถึงประโยชน์ขององค์กร จึงเป็นที่มาของการพัฒนา KM 3.0

การจัดการความรู้ ในยุคที่ 1 หรือ KM 1.0 เป็นลักษณะเป็นอย่างไร

KM 1.0 (Knowledge Accumulation): เป็นยุคต้นที่องค์กรต้องการเก็บ “องค์ความรู้” ทั้งหมดที่มีของคนทำงาน มุ่งเน้นให้คนเอาองค์ความรู้ ไปใส่รวมกัน เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ (เน้นจัดเก็บความรู้ / สะสมความรู้) มีการลงทุนสร้างระบบคอมพิวเตอร์จัดเก็บ หรือ “คลังความรู้” (Knowledge Assets) ขนาดใหญ่มากมาย แต่ยังไม่สามารถทำให้คนทำงานอยากแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) เอาไปใส่ และไม่มีการวางแผนจัดการทำให้ความรู้นั้นหมุนเวียน (Knowledge Spiral) นำไปประยุกต์ใช้ต่อยอด เพื่อพัฒนางาน พัฒนาคน และองค์กร

ความเป็นมาการจัดการความรู้ (Knowladge Management) ในสังคมไทย

การจัดการความรู้ (KM) มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (ม.สคส.) ผู้บุกเบิกแนวคิด พัฒนา ส่งเสริมการใช้ KM ในสังคมไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน ได้แบ่งพัฒนาการ KM ออกเป็น 4 ยุค

การถอดบทเรียนมีกี่แบบ อะไรบ้าง

คุณขวัญ ถามว่า “การถอดบทเรียนมีกี่แบบ  อะไรบ้าง”

เรื่องการถอดบทเรียนนั้นมีหลากหลายแบบ หลากหลายลักษณะมาก คงไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด  ซึ่งหนังสือเกี่ยวกับระเบียบ วิธีวิทยาต่างๆ เกี่ยวกับการถอดบทเรียนนั้น  ทีมอาจารย์เนาวรัตน์ พลายน้อย คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  เขียนไว้หลายเล่มมากสามารถศึกษาค่ะ

สำหรับการถอดบทเรียน หรือ การถอดความรู้ ในแบบฉบับของ สคส. นั้น  ส่วนใหญ่เราจะเน้นบทเรียนหรือความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge โดยใช้แนวคิด KM ในการถอด  สำหรับวิธีการนั้นก็มีหลากหลายทั้ง สัมภาษณ์รายบุคคลและจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่ม  โดยเครื่องมือหลักที่ใช้คือ After Action Review (AAR)   แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วก่อนถอดบทเรียนหรือถอดความรู้ใดๆ นั้น สคส. จะถามก่อนเสมอว่า “ต้องการถอดบทเรียนเพื่อวัตถุประสงค์อะไร”  หลังจากนั้นเราจึงจะออกแบบกระบวนการถอดบทเรียนเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์นั้นๆ

ทำอย่างไรจะจัดสรรความรู้

คำถามโดย คุณนิกร  “ผมไม่แน่ใจว่าการจัดการความรู้ที่มีอยู่เอามาใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่ถึงจะสำเร็จ ผมหมายถึงเราจะเริ่มต้นมันยังไงและมีขั้นตอนตอนการทำยังไง” จริงๆ แล้วกระบวนการ KM ไม่มีรูปแบบสำเร็จตายตัวพร้อมใช้งาน  เพราะแต่ละองค์กรแม้แต่ภาคธุรกิจด้วยกันเอง ก็มีความแตกต่างทั้ง คน ลักษณะงาน บริบท และวัฒนธรรมองค์กร  แต่จะขอตอบแบบกว้างๆ โดยเดินตามโมเดลปลาทูนะคะ.. หัวปลา: จุดเริ่มต้นที่จะเริ่มนำ KM ไปใช้นั้น  สคส. มักจะถามก่อนเสมอว่า  “จะเอา KM ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด” ซึ่งต้องตอบตนเองให้ได้ก่อน  เช่น  ต้องการลดความขัดแย้งระหว่างคนทำงานในองค์กร  ต้องการเก็บความรู้ของคนทีกำลังจะเกษียณอายุ   ต้องการให้องค์กรเป็นเลิศด้านการบริการ   ต้องการให้พนักงานทำงานผิดพลาดน้อยลง เป็นต้น ตัวปลา: เมื่อตอบได้แล้วว่าจะนำ KM ไปใช้เพื่ออะไร   ก็มาออกแบบกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  โดยให้เริ่มทำจากส่วนที่ทำได้ง่ายที่สุดในองค์กรก่อนเพื่อเป็นการนำร่อง  แล้วพิจารณาว่าคนในกลุ่มนำร่องนี้เป็นคนลักษณะอย่างไรและมีบรรยากาศในการทำงานเป็นอย่างไร เช่น ห่วงความรู้  งานยุ่งไม่มีเวลา คนทำงานมีความขัดแย้งกันหรือสนิทสนมกัน  ชอบพูดคุยหรือไม่ชอบคุยกัน เป็นต้น  แล้วจึงนำสิ่งเหล่านี้มาออกแบบกระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ให้สอดคล้องกับงานประจำโดยไม่ทำให้เป็นงานเพิ่มหรือภาระคนทำงาน…

ขั้นตอน KM ในการจัดทำหลักสูตรในสถานศึกษา

เดาว่า ผู้ถามคำถามนี้น่าจะเป็น อาจารย์ นะคะ  ขอตอบ อ.สังคม  ที่ถามมาว่า “อยากทราบขั้นตอนการจัดการความรู้ในการจัดทำหลักสูตรในสถานศึกษา” ด้วยความเชื่อของ สคส. ว่าการจัดการความรู้หรือ KM (Knowledge Management) ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน, ครูใหญ่, ครูในโรงเรียน,  นักเรียน,  บรรยากาศในโรงเรียน เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ขั้นตอน KM ในแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ สคส. รบกวน อ.สังคม ช่วยส่งข้อมูลเชิงลึกมาให้เพิ่มเติม เช่น ครูในโรงเรียนไม่คุยกันเลย,  ไม่มีเวลาในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา,  ผู้บริหารไม่สนับสนุนหรือไม่เข้าใจในการใช้ KM,  ครูมีความสามัคคีกันมากแต่ไม่รู้จะเริ่มใช้ KM อย่างไร  เป็นต้น  ถ้า สคส. ได้ข้อมูลเชิงลึกก็จะช่วยตอบคำถาม อ.สังคม ได้ตรงเป้ามากขึ้นค่ะ  (หากไม่ต้องการให้เผยแพร่ก็แจ้งได้ทาง e-mail ค่ะ) และขอแนะนำหนังสือวิถี KM ไท ฉบับโรงเรียนจัดการความรู้  เป็นการถอดบทเรียนการจัดการความรู้ของโรงเรียนเพลินพัฒนา  แต่ที่ สคส. หมดไปแล้วนะคะ…

KM มีจุดกำเนิดจากที่ใด?

ประเดิมคำถามแรกของปี ๕๗ ด้วยคำถามของ คุณสุพัฒชนก ด้วยคำถามที่ว่า “อยากทราบว่า KM มีจุดกำเนิดมาจากที่ใด พอดีกำลังทำรายงานเรื่องนี้อยู่ แต่หาจุดกำเนิดไม่ได้เลย”

KM มีหลากหลายสำนักมาก  การตีความ  การให้คำจำกัดความก็แตกต่างกัน  ขึ้นอยู่ที่ว่าต้องการจุดกำเนิด KM ของสำนักไหน  ถ้าถามจุดกำเนิน KM ในบริบทไทยของ สคส. (เคยตอบคำถามไว้ในหัวข้อ KM เกิดขึ้นได้อย่างไร?)  เราก็พัฒนามาจากแนวคิด KM ของ ศาสตราจารย์อิคุจิโร่  โนนากะ (Ikujiro Nonaka) จากมหาวิทยาลัยอิโตสุบาชิ (Hitosubashi University) ผู้มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดด้านการจัดการความรู้ญี่ปุ่น   แต่หากถามจุดกำเนิดที่ยาวนานกว่านั้น แนวคิด KM ที่เน้นความรู้ปฏิบัติ (Tacit Knowledge) สคส. เห็นว่ามีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล หลักฐานที่ชัดเจนคือ พระไตรปิฎก  การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าใช้ความรู้ปฏิบัติมาเป็นคำสอนทั้งสิ้น

LO กับ KM สัมพันธ์กันอย่างไร

ตอบ คุณสุกัญญา  ที่ถามมาว่า “อยากทราบว่าองค์กรแห่งการเรียนรู้คืออะไร และองค์กรแห่งการเรียนรู้สัมพันธ์กับการจัดการความรู้อย่างไรคะ” คำถามนี้มีการตอบไว้ในหนังสือ “การจัดการความรู้ ฉบับขับเคลื่อน LO” ที่ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผอ. สคส. เขียนอธิบายได้อย่างละเอียด ความหนา 115 หน้า    แต่ขอตอบ คุณสุกัญญา ในเบื้องต้นแบบคร่าวๆ ก่อน  ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือดังกล่าวได้นะคะ ขอเริ่มจาก KM ในมุมมอง สคส. องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization: LO) มีการให้คำนิยามและมีหลากหลายโมเดลมาก ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้นิยามของใคร  แต่จากมุมมองของ สคส. แล้ว  การจะเป็น LO เรามองว่าเป็นเรื่องของคน  ถ้าคนในองค์กรเป็นบุคคลเรียนรู้แล้ว จะทำให้เกิดความสำเร็จ เกิดนวัตกรรมในการทำงานขึ้นมากมายไม่สิ้นสุด และสุดท้ายก็จะกลายเป็น LO ในที่สุด   แต่การที่จะทำให้เกิดเป็นบุคคลเรียนรู้นั้น  ต้องใช้หลายๆ กระบวนการในการหล่อหลอมให้คนทำงานเป็นบุคคลเรียนรู้  ซึ่ง KM เป็นกระบวนการหนึ่งที่ทำให้คนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้  KM ในที่นี้…