จัดการความรู้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน

แรง บันดาลใจในการเขียนบทความนี้ได้มาจากการอ่านหนังสือ Globalization and Its Discontents แต่งโดยศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2545 และเป็น International Bestseller คงจะทราบกันดีนะครับว่าท่านผู้นี้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ของปี พ.ศ.2544คำ หลัก (keyword) ในที่นี้คือ “การเปลี่ยนผ่าน” (transition) เป็นคำที่ให้ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง การมีเป้าหมายบางอย่างอยู่ข้างหน้า ซึ่งแน่นอนเป็นเป้าหมายไปสู่สภาพที่ดีกว่าปัจจุบัน สาระ สำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ การชี้ให้เห็นว่าองค์กรหลักด้านการเงินและการค้าของโลก 3 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และองค์การค้าโลก เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนขบวนการโลกาภิวัตน์ใน รูปแบบที่ล้มเหลวในการสร้างโลกที่มีความสุข ราบรื่น และลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน คือ แทนที่จะเป็นโลกาภิวัตน์เพื่อโลก กลายเป็นโลกาภิวัตน์เพื่อประเทศร่ำรวย      แต่เราจะไม่จับประเด็นหลักนั้นนะครับ เราจะเก็บเล็กผสมน้อย จับเอาประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้มาคุยกันใน หน้า 104 หัวข้อ “ยกแรกของความผิดพลาด” กล่าวหา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ, International…

การจัดการความรู้คืออะไร (Knowledge Management – KM)

การ จัดการความรู้ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ดัง นั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง แรงจูงใจในการริเริ่มการจัดการความรู้ แรง จูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน และองค์กร เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรง จูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การทำการจัดการความรู้แบบเทียม และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด เช่น ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด กล่าวคือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ หรือทำเพื่อชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูดี หรือมาจากความต้องการผลงานของหน่วยย่อยภายในองค์กร เช่น หน่วยพัฒนาบุคลากร (HRD) หน่วยสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) หรือหน่วยพัฒนาองค์กร (OD) ต้องการใช้การจัดการความรู้ในการสร้างความเด่น หรือสร้างผลงานของตน หรืออาจมาจากคนเพียงไม่กี่คน…

ความรู้ยุคที่ 2

ตอนที่ 1: ความหลงผิดเรื่องความรู้ คอลัมน์ “ความรู้ยุคที่ 2” นี้ เป็นคอลัมน์สำหรับชวนท่านผู้อ่าน “พลิกสมอง” ปรับวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับความรู้ การทำงาน การบริหารจัดการหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุด ปรับวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเราเองครับ ปรับเข้าสู่ “ยุคความรู้” ไงครับ นั่น หมายความว่า “กระบวนทัศน์” ปัจจุบันของเรา ๆ ท่าน ๆ นั้นอยู่ในสภาพ “ตกยุค” หรือล้าหลัง เพราะเรายังมีกระบวนทัศน์ของยุคอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตแบบ mass production และมองมนุษย์เป็น “แรงงาน” กระบวนทัศน์นี้จะทำให้สังคมไทยเราล้าหลัง เพราะยุคนี้ต้องผลิตแบบ mass customization และต้องมองมนุษย์เป็น “ทุนปัญญา” หรือ “แรงสมอง” จึงจะสอดคล้องกับความเป็น “ยุคแห่งความรู้เป็นฐาน” โลกเราเปลี่ยนจากยุคอุตสาหกรรมสู่ยุคไอที เข้าสู่ยุคความรู้แล้วนะครับ จึงต้องมีวิธีมอง “ความรู้” ในมุมมองใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่ วิธี มองความรู้แบบที่ผิด หรือแบบที่เกิดพลังน้อย คือ มองความรู้โดด ๆ แยกส่วนออกจากคน…

การจัดการความรู้คืออะไร ไม่ทำ – ไม่รู้

การจัดการความรู้เป็น เครื่องมืออย่างหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพงาน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) หาทางสนับสนุนให้โรงพยาบาลในเครือข่ายใช้เทคนิคนี้ แต่เรื่องการจัดการความรู้นี้มีความเข้าใจผิดกันอยู่ในสังคมไทย ทำให้เราพลาดโอกาสใช้ “อาวุธ” อันทรงพลังนี้อย่างน่าเสียดาย   ความรู้ 2 ยุค ความรู้ที่เราคุ้นเคยกันเป็น “ความรู้ยุคที่ 1” แต่ความรู้ที่เน้นในเรื่องการจัดการความรู้เป็น “ความรู้ยุคที่ 2” ความรู้ยุคที่ 1 เป็นความรู้ที่สร้างขึ้นโดยนักวิชาการ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ เน้นความเป็นเหตุผล พิสูจน์ได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือวิชาการ มีการจำแนกแยกแยะเป็นความรู้เฉพาะสาขาวิชาการ เป็นความรู้ที่เน้นความลึก ความเป็นวิชาการเฉพาะด้าน (specialization) เน้นความรู้ในกระดาษ (explicit knowledge) ความรู้ยุคที่ 2 เป็นความรู้ที่ผูกพันอยู่กับงานหรือกิจกรรมของบุคคลและองค์กร เป็นความรู้ที่ใช้งานและสร้างขึ้นโดยผู้ปฏิบัติงานหรือกลุ่มผู้ปฏิบัติงานเอง โดยอาจสร้างขึ้นจากการเลือกเอาความรู้เชิงทฤษฎีหรือความรู้จากภายนอกมาปรับ แต่งเพื่อการใช้งาน หรือสร้างขึ้นโดยตรงจากประสบการณ์ในการทำงาน ความรู้เหล่านี้มีลักษณะบูรณาการและมีความจำเพาะต่อบริบทของงาน กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงานและองค์กรนั้น ๆ ความรู้ยุคที่ 2 เน้นความรู้ในคน (tacit knowledge) การจัดการความรู้ เป็นเรื่องของความรู้ที่มีบริบทที่จำเพาะ เป็นกิจกรรมของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่กิจกรรมของ “ผู้รู้” ที่มีความรู้เชิงทฤษฎีมากมายและลึกซึ้ง ที่จะ “จัด” ความรู้เพื่อให้ผู้ปฏิบัตินำไปประยุกต์ใช้   เป้าหมายของการจัดการความรู้ การจัดการความรู้มีเป้าหมาย 3…

เทคนิคการประชุมระดมความคิดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก

ความรู้หลักที่เป็นเป้าหมายของการจัดการความรู้คือความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่จับต้องยากหรือไม่ได้เลย แลกเปลี่ยนยากในบางครั้งแม้เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าตนมีความรู้นั้น จึงต้องมีวิธีการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึกนี้ในตลาดนัดความรู้ และในการประชุมระดมความคิด วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ฝังลึกซึ่งผูกพันอยู่กับประสบการณ์หรือการปฏิบัติ วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้ดู หรือฝึกหัดทำด้วยกัน วิธีนี้เหมาะกับความรู้ที่เป็นทักษะด้านการลงมือทำ แต่ในกรณีของการปฏิบัติที่ไม่ใช่การใช้มือหรือร่างกาย แต่เป็นการดำเนินการผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน โดยคนหลายคน วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฝังลึกที่ใช้กันมากในปัจจุบันคือการเล่าเรื่อง (storytelling) ซึ่งถือเป็นเทคนิคหนึ่งของการจัดการความรู้ เทคนิคการประชุมโดยใช้การเล่าเรื่อง (storytelling) เป้าหมายสำคัญที่สุดของการเล่าเรื่อง คือให้ผู้มีความรู้จากการปฏิบัติ ปลดปล่อยความรู้ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ (ความเชื่อ), ในส่วนลึกของสมอง (ความคิด), และในส่วนลึกของร่างกาย (การปฏิบัติ) ออกมาเป็นคำพูด และหน้าตาท่าทาง (non-verbal communication) การปล่อยความรู้จากการปฏิบัตินี้ ผู้ปล่อยจะอยู่ในสภาพที่มีทั้งจิตใต้สำนึก และจิตสำนึก (subconscious & conscious) ย้ำว่าเรามีเป้าหมายให้เกิดการสื่อสารทั้งโดยใช้จิตสำนึก และจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าฝึกปฏิบัติจนมีความชำนาญ การเล่าเรื่องจะปลดปล่อยความรู้ออกมาอย่างทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ วิธีการและขั้นตอนของการเล่าเรื่องมีดังต่อไปนี้ กำหนด “หัวปลา” ให้ชัด ซึ่งหมายถึงเป้าหมายของการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังตัวอย่างการประชุมในตลาดนัดความรู้ของชาวนา จ. พิจิตร เมื่อเดือนธันวาคม 2547 “หัวปลา” คือ การทำนาแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี…