ตัวชี้วัด / KPI ผมว่าเรากำลังใช้ยาผิดนะ

จากที่ได้มีโอกาสศึกษาการบริหารงานในหลายองค์กรพบว่าปัจจุบันที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือการที่ผู้บริหารองค์กร “อ่อนในเรื่องภาวะผู้นำ” แต่ปัญหาเริ่มซับซ้อนก็ตอนที่องค์กรหันไปเน้นเรื่องการใช้ KPI หรือตัวชี้วัด มีการจัดทำ KPI ขึ้นมามากมายเพราะเข้าใจไปว่า ถ้าผู้ปฏิบัติรู้ชัดๆ ว่าจะมีการวัดประเมินผลอะไร ก็คงจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยลืมนึกไปว่าตัวชี้วัดที่ทำออกมาหาได้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นนามธรรมวัดได้ยาก ด้วยเหตุนี้ตัวชี้วัดส่วนใหญ่จึงมักเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย เป็นการวัดเชิงปริมาณ วัดเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัด เรื่องสำคัญบางอย่างกลับไม่ได้วัด เพราะไม่รู้ว่าจะวัดได้อย่างไร มันเป็นนามธรรมเกินไป ผลสุดท้ายจึงได้ชุดตัวชี้วัดที่ไม่ครอบคลุม และสิ่งที่อันตรายยิ่งก็คือเมื่อตัวชี้วัดที่จัดทำขึ้นมานี้กลับกลายมาเป็นเป้าหมายในใจผู้ปฏิบัติงานไป ก่อนจะทำอะไรก็ต้องเช็คก่อนว่ามีผลต่อตัวชี้วัดไหม หรือถ้าสิ่งใดมีผลต่อตัวชี้วัดก็สักแต่ทำไปเพียงแค่เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของตัวชี้วัด ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำกับผลที่ได้แต่อย่างใด

สรุปสุดท้ายว่า “ถึงแม้ตัวชี้วัดจะเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับใช้บริหารงาน แต่ตัวชี้วัดไม่สามารถจะมาทดแทนภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์กรได้” . . ทำอย่างไรให้คนมีความสุขกับการทำงาน สามารถทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มกำลัง เห็นพลังของการทำวิสัยทัศน์ร่วมให้เป็นจริงขึ้นมา มีการเรียนรู้และพัฒนางานตลอดเวลา เห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังทำ . . ภาวะผู้นำครับ ภาวะผู้นำ (ในผู้บริหารทุกระดับ) คือสิ่งที่เราต้องการ อย่าหยิบยาผิดมาใช้ อย่าเอายาที่ชื่อว่าตัวชี้วัดนี้มากินแทนการขาดภาวะผู้นำเลย มันไม่ได้ช่วยอะไร หากแต่ทำให้เกิดผลข้างเคียง (Side Effect) ขึ้นมามากมายในองค์กรครับ

KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : ๕๗๑. ATR

ระหว่างวันที่ ๒๘ พ.ค. – ๒ มิ.ย. ๕๕ ผมร่วมไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับคณะของสถาบันอาศรมศิลป์รวม ๖ คน   มี อ. ธีรพล นิยม เป็นหัวหน้าคณะ   เราได้ใช้เครื่องมือ KM ช่วยเพิ่มคุณค่าของการเที่ยวร่วมกัน   โดยการทำ AAR กันถึง ๒ ชั่วโมงเศษ หลังรับประทานอาหารเย็นที่เรียวกัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) ในเมืองกามากูระ คืนวันที่ ๓๑ พ.ค.  โดยมีคำถามหลัก ๒ คำถาม   คือ (๑) ได้ความรู้หรือความประทับใจอะไรบ้าง  (๒) จะเอาความรู้นั้นไปใช้พัฒนาหลักสูตร ป. ตรี สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ของสถาบันอาศรมศิลป์อย่างไรบ้าง           เพราะเป็น AAR หลังทัวร์ สถาปนิกคุ้ง ที่เป็นเด็กที่สุดในคณะ จึงเรียกชื่อวิธีการนี้ว่า ATR (After Touring…

KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : ๕๗๐. ประสบการณ์ใช้ KM ในการดูงาน

ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๘ พ.ค. ๕๕ ผมร่วมไปกับคณะดูงานเรื่อง hospice จำนวน ๙ คน นำโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน   ได้เห็นว่า เมื่อนำ KM มาใช้ในการดูงาน ทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจชัดเจนรอบด้านยิ่งขึ้นอย่างมากมาย    เครื่องมือ KM ที่นำมาใช้ คือ AAR             ทุกวันหลังดูงาน เราจะ AAR กัน ก่อนรับประทานอาหารเย็นบ้าง หลังอาหารเย็นบ้าง    หรือหากเย็นนั้นเหนื่อยมากก็ยกยอดเอาทำ AAR ในวันรุ่งขึ้น   หรือถ้าในรถมีเครื่องขยายเสียง ก็ทำ AAR บนรถ   สนุกมากและทำให้ได้เห็นว่าคนอื่นเห็นต่างและคิดต่างจากเราอย่างไร   ช่วยให้แต่ละคนได้ประโยชน์จากการดูงานมากยิ่งขึ้น             จุดแข็งของทีมดูงานชุดนี้ ที่ทำให้การใช้เครื่องมือ…

การจัดการความรู้…สู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน

บทนำ การ บริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุมชนหรือองค์กร สิ่งที่เราจะต้องไม่มองข้ามตั้งแต่แรกเริ่มก็คือ การทำความเข้าใจใน “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้กระจ่างแจ้งก่อนว่า “ขณะนี้” เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดใด? สภาพของเราเป็นอย่างไร? เราจะต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้อย่างเป็นกลางให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางครั้งจึงจำเป็นต้องหาคนอื่นมาทำหน้าที่สะท้อนภาพที่แท้จริงนี้ให้กับเรา นอกจากนั้นเรายังต้องสามารถบอกได้ด้วยว่าต้องการจะเห็นหรือต้องการจะเป็น อะไรใน “อนาคต” อะไรคือสิ่งที่ชุมชนหรือองค์กรมุ่งหวัง (Purpose / Mission) อะำไรคือภาพที่พึงปรารถนา (Vision) หรืออะไรที่เป็นคุณค่าที่เราต้องการ (Value) สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นเป้าหมายหรือเป็นการกำหนดทิศทางให้กับ ชุมชน / องค์กร ของเราแล้ว ยังเป็นส่วนที่ถือว่ามีความสำคัญยิ่งยวดต่อทุกชีวิตที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีพลัง ทำให้คนทุกคนย่างก้าวไปอย่างมีจุดหมาย ทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย เป้า หมายที่เราตั้งไว้ในอนาคตนี้นอกจากจะเป็นการกำหนดทิศทางให้กับเราแล้ว ยังเป็นเป้าหมายที่ทำให้ใจของเราจดจ่อ (Focus) อีกด้วย ใจที่จดจ่อนี้ถือได้ว่ามีพลังอย่างยิ่ง เปรียบได้กับการที่เราเอาเลนซ์นูนมาวางรับแสงอาทิตย์ เลนซ์นูนสามารถรวมลำแสงจนสามารถเผากระดาษหรือใบไม้แห้งให้ลุกเป็นไฟได้ ใจที่จดจ่อของเราก็เช่นกัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาเราก้าวเดินผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ คำถามที่ตามมาก็คือ เมื่อเรารู้จุดปัจจุบันที่เป็นอยู่และมองเห็นภาพแห่งอนาคตที่มุ่งหวังแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเชื่อมต่อปัจจุบันกับอนาคตนี้ได้ (รูปที่ 1)…

ภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราทุกคนคงยอมรับว่าไม่มียุคสมัยใดที่การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วและมีผลกระทบ รุนแรงเท่าในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงได้สร้างหายนะให้กับองค์กรหลายแห่งไม่เว้นแม้กระทั้งองค์กร ที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงก็ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับหลายองค์กรเช่นกัน ประเด็นเรื่องการอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ กันโดยตรง ดังคำกล่าวของ ชาร์ล ดาร์วิน ที่ว่า “ผู้ที่อยู่รอด มิใช่เป็นสายพันธ์ (Species) ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด หากแต่ว่าเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ หากจะมองในระดับบุคคลแล้ว คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) และทัศนคติ (Attitude) การรู้จักเปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดอยู่กับความคิด หรือความรู้เดิมๆ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเริ่มต้นสู่การเปิดรับสิ่งใหม่ด้วยใจที่ไม่อคติ (Bias) ประเด็นคำถามที่ตามมาก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นหรือเกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นการเห็นหรือเข้าใจตามที่เราต้องการจะเห็นหรือให้มันเป็น ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถใช้ทั้งความรู้และความรู้สึกควบคู่กันไปอย่างได้สมดุล ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบจนอาจลืมสาระและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆไป ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นความจำเป็นของระบบ ของมาตรฐานโดยที่ไม่มองข้ามความงดงามอันเนื่องมาจากความหลากหลาย (Diversity) เราจะต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างองค์กรที่แบนราบ (Flat) ไม่สลับซับซ้อนไม่มีลำดับชั้นมากมาย เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (Flexible) เป็นการบริหารงานโดยผ่านกระบวนการ (Process) อาศัยการทำงานแบบร่วมกันเป็นทีม แทนการบริหารงานแบบดั้งเดิมที่เน้นการดำเนินงานตามสายงาน (Function) เป็นหลัก ทำอย่างไรผู้บริหารถึงจะเข้าใจว่าระบบขององค์กรโดยแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มี ชีวิต เป็นระบบที่เปิด (Open…

ความรู้ ปัญญา และการเรียนรู้

ปัญญา คืออะไร เราจะพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในแวดวงการศึกษาผมมักจะได้ยินอาจารย์หลายท่านอธิบายคำว่าปัญญา ในความหมายที่ไม่ค่อยจะแตกต่างไปจากคำว่าความรู้เท่าใดนัก มีที่ละเอียดขึ้นหน่อย ก็อธิบายในทำนองที่ว่า ปัญญา คือ ความสามารถในการใช้ความรู้ เมื่อผมลองศึกษาดูจากหลักทางพุทธศาสนาก็พบว่ามีการอธิบายที่มาของปัญญาว่าจะ ต้องมาจากศีล และสมาธิ (ตามหลักไตรสิกขา) กล่าวคือถ้าไม่มีสมาธิ ก็ไม่เกิดปัญญา และถ้าไม่มีศีลก็จะไม่มีสมาธิ โดยที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า เรื่องของศีลเองก็ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันก็มีขึ้นได้ จะต้องอาศัย ปัญญาก่อนจึงจะมีศีล จึงทำให้เห็นว่าโดยแท้จริงแล้วทั้งสามสิ่งนี้ ต่างก็เวียนวนปนอยู่ด้วยกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้คล้ายกับเชือกสามเกลียวที่พันอยู่ด้วยกัน บางตำราก็บอกว่า ปัญญา ต้องพัฒนามาจากสติ ดังที่เรามักจะได้ยินคำสองคำนี้อยู่คู่กันเสมอว่า สติปัญญา ปัญญากับความรู้นั้นถ้าดูให้ดีแล้วจะพบว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกันเหมือนอย่างที่ หลายคนเข้าใจ เรามักจะเห็นเป็นตัวอย่างอยู่เสมอโดยเฉพาะตามพาดข่าวหนังสือพิมพ์ ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความรู้สูงนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาเสมอ ไป ความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสมอง ในขณะที่ปัญญานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ คนที่มากด้วยความรู้แต่จิตใจไม่ดีจึงเป็นผู้ที่ไม่มีปัญญาไปโดยปริยาย เมื่อพูดถึงปัญญาและความรู้แล้ว คงต้องขอกล่าวถึงคำที่เกี่ยวข้องอีกสองคำ ซึ่งก็คือคำว่า Information และ Data โดยจะเรียก Information เป็นภาษาไทยว่า “สารสนเทศ” และเรียก Data ว่า “ข้อมูล” ผู้ที่อยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์คงจะเข้าใจความความหมายและความแตกต่างระหว่าง คำว่า ข้อมูล…

บทสัมภาษณ์ เรื่อง “นวัตกรรมทางการศึกษา”

ผู้สัมภาษณ์: นิยามคำว่า “นวัตกรรม” ในมุมมองของท่านคือ ดร. ประพนธ์: ถ้า เป็นตัวคำว่านวัตกรรมจริงๆ ก็คงมองถึงสิ่งใหม่ ที่แปลกไปจากเดิม ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคน พอพูดถึงคำว่านวัตกรรม ชอบไปนึกถึงเรื่องที่มันอิงเทคโนโลยี หรือว่าไฮเทค ใช่ไหมครับ ซึ่งเราพยายามทำความเข้าใจกับนักศึกษาเสมอเลยว่า นวัตกรรม ขอให้คิดว่าเป็นอะไรที่ฉีกแนวจากสิ่งเดิมๆที่เราทำกันอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยี ถ้านวัตกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กร ก็กระทบต่อคนในองค์กร ถ้านวัตกรรมในการศึกษา ก็กระทบต่อผู้เรียนผู้สอน และสิ่งใหม่ที่ว่านี้ อาจจะไม่ได้ใหม่ในโลก คือที่อื่นเขามีแล้ว แต่เราไม่มี แล้วเรานำมาทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นที่นี่ ก็เป็นคำว่านวัตกรรมเหมือนกัน มันไม่ใช่ประดิษฐกรรมใหม่ (New Invention) หรือสิ่งที่เกิดบนโลกนี้ครั้งแรก แต่นวัตกรรม (Innovation) คือ เรามาเปลี่ยนแปลงให้มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ณ ที่นี่   ผู้สัมภาษณ์: “นวัตกรรมการศึกษา” คืออะไร ดร. ประพนธ์: ก็ เป็นความหมายที่ต่อจากเมื่อกี้ คือเป็นเรื่องใหม่ๆ ในแวดวงการศึกษา ซึ่งถ้าถามในฐานะที่ผมเคยเป็น ผอ. วิทยาลัยนวัตกรรมมา ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคณะหรือสถาบันแห่งนี้จะต้องทำเรื่องที่มันใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เขาทำกันอยู่แล้ว หรือทำแบบเดิมๆ จะเห็นได้ว่าอย่างองค์กรเราเองก็เป็นการจัดการรูปแบบใหม่ ใหม่ทั้งในเชิงเนื้อหา ซึ่งจะไม่เหมือนคณะอื่นๆที่เป็นเฉพาะด้าน ของเราจะค่อนข้างเน้นสหวิทยาการ…

สามเหลี่ยมความรู้

ความรู้เป็นทรัพย์ ความรู้คือพลัง ความรู้เป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ คือคำกล่าวที่พบอยู่ดาษดื่นในปัจจุบัน มีผู้กล่าวว่าความรู้ยังไม่สำคัญเท่าการเรียนรู้ เพราะความรู้เก่าได้ ล้าสมัยได้ และอาจใช้ไม่ได้ผลในบางสถานการณ์ แต่การเรียนรู้จะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนชุดความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ รวมทั้งสามารถปรับความรู้ให้เหมาะสมต่อบริบทหรือสถานการณ์ได้ด้วย ความรู้และการเรียนรู้ มองได้หลายเหลี่ยมมุม หรือหลายมิติ ในที่นี้จะเสนอการมองความรู้และการเรียนรู้เป็นสามมุม เรียกว่าสามเหลี่ยมความรู้ การจัดการความรู้ การวิจัย และนวัตกรรม ต่างก็เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้และการเรียนรู้ แต่เป็นความเกี่ยวข้องในต่างบริบท ต่างวัตถุประสงค์ ต่างจุดเน้น และต่างวิธีการ การวิจัย เป็นการสร้างความรู้อย่างมีระบบระเบียบ พิสูจน์ซ้ำได้ มีความน่าเชื่อถือเชิงวิชาการ ความรู้ที่ค้นพบเน้นความเป็นสากล การวิจัยจึงเป็นมุมความรู้ในโลกวิชาการ สร้างความรู้ที่ชัดเจนจับต้องได้ (Explicit Knowledge) นวัตกรรม (Innovation) เป็นกระบวนการนำเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลประโยชน์เชิงธุรกิจ หรือคุณ ค่าในรูปแบบอื่น เป็นกระบวนการที่ต่อยอดไปจากผลการวิจัยไปใส่มูลค่าและคุณค่า การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่มีการใช้และสร้างความรู้อยู่ด้วยกัน ความรู้ที่ใช้มีทั้งที่เฟ้นหามาจากภายนอกกลุ่มหรือองค์กร และที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างขึ้นใช้ภายในองค์กรผ่านการทำงานร่วมกัน เป้าหมาย คือ งานที่มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น การจัดการความรู้จึงเน้นความรู้ที่แนบแน่นอยู่กับงาน เป็นความรู้ที่ใช้ผลิตผลงานหมุนเป็นความรู้ที่ยกระดับขึ้นจากการทำงาน และสมาชิกที่ร่วมกันจัดการความรู้ เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น การวิจัยกับการจัดการการความรู้เป็นกระบวนการที่สวนทางกัน การวิจัยเริ่มจากต้นไปหาปลาย การจัดการความรู้เน้นการเริ่มจากปลายมาหาต้น กล่าวคือ…

บทบาทของผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้

สคส. เรียกผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ว่า “คุณอำนวย” โนนากะ เรียกว่า Knowledge Activist และยังมีผู้นิยมใช้อีกคำหนึ่งคือ Knowledge Broker หน้าที่หลักของ “คุณอำนวย” คือส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในเชิงกิจกรรม เชิงระบบ และเชิงวัฒนธรรม ศ.นพ. ประเวศ วะสี เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็น “ช่างเชื่อม” ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนหรือหน่วยงานเข้าหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื่อมระหว่างผู้มีความรู้หรือประสบการณ์ กับผู้ต้องการเรียนรู้และนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ “คุณอำนวย” ตามแนวคิด knowledge activist(1) ในที่นี้จะเรียก knowledge activist ว่า “ผู้เสริมพลังความรู้” เป้าหมาย 6 ประการของการเสริมพลังความรู้ (knowledge activism) ริเริ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำให้พุ่งเป้า (focus) ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยกระดับของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วทั้งองค์กร เพิ่มการยอมรับต่อพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยทำให้กิจกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ขององค์กร เตรียมพนักงานที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เข้าสู่งานใหม่ที่ต้องการความรู้ ความสามารถที่พนักงานผู้นั้นมี เชื่อมโยงโลกทัศน์ของชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล็กๆ ภายในองค์กร เข้าสู่การปรึกษาหารือเพื่อการปรับเปลี่ยนองค์กรในภาพรวม บทบาท 3 ประการของผู้เสริมพลังความรู้ ได้แก่ เป็นผู้ “เติมพลัง” (catalyst) ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้…

พัฒนาคนให้คุ้มค่า พัฒนาที่วิธีคิด

ท่าน คณบดี ท่านรองคณบดี ท่านอาจารย์ และคณะครอบครัว สมาชิกของคณะแพทยศาสตร์ทุกท่านครับ การที่ได้่มาเห็นกิจกรรมคุณภาพอย่างต่อเนื่องในคณะแพทยศาสตร์ของเราอย่างใน วันนี้ หรือว่าที่จริงก็ได้เห็นเรื่อยมานะครับ เป็นการได้รับความสุข ซึ่งอาจจะมีผลในการต่ออายุคนแก่อย่างผมได้ด้วย เรื่องของกิจกรรมคุณภาพนี้เป็นเรื่องที่หลายคนในห้องนี้ได้เคยร่วมกันฟันฝ่า มานะครับ และคงนึกได้ว่าตอนช่วงที่เราเริ่ม เราก็ไม่มั่นใจหรอกครับ เพียงแต่เรามีความเชื่อบางอย่าง ว่าถ้าฟันฝ่าไปสักระยะหนึ่งจะเห็นผล ซึ่งน่าจะเป็นการเริ่มต้นที่สําคัญ คือเมื่อเริ่มจะทําสิ่งดี ๆ สิ่งที่มีคุณค่าสูง ส่วนใหญ่ความคิดในขณะนั้นมักจะเป็นความเชื่อ เป็นความคิดที่ไม่มั่นใจแต่เชื่อ และเป็นความคิดแบบ ambiguous (กํากวม) อยู่ในตัว และหวังอย่างแรงกล้าว่าน่าจะทําได้ ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างของความคิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในช่วงปี พ. ศ. 2528, 2529 ที่เราเคยผลักดัน ก็คงจําได้ว่าบรรยากาศเป็นยังไง มีคนไม่เห็นด้วยก็เยอะ คนที่เห็นด้วยบางคนก็อาจกระโจนเร็วไปหน่อย ผมเองก็อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าไม่มั่นใจนัก   ความต่อเนื่องเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อกี้ ผมเรียนท่านคณบดี ตอนนั่งคุยกันว่า จริง ๆ แล้วการที่คณะแพทยเราอยู่ในสภาพอย่างนี้ได้ ซึ่งหมายความว่าเวลามีใคร มาดูงาน เขาก็จะทึ่งในสภาพที่เราเป็นอยู่ พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าเราดีทุกอย่างนะครับ แต่มันดีกว่าโดยเฉลี่ยทั่ว ๆ ไปอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุที่เป็นอย่างนี้ได้…