จัดการความรู้เรื่องอะไร? จัดการไปทำไม?

“การจัดการความรู้” (Knowledge Management: KM)  ในเมืองไทยวันนี้   ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานของรัฐ    แต่ก็ยังพบอีกไม่น้อยที่ยังไม่รู้จัก KM เลย    อันที่จริงแล้วทุกองค์กรต่างเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  ทั้งที่รู้ตัว  และไม่รู้ตัว  มากบ้าง  น้อยบ้างต่างกันไป    อาจเป็นเพราะด้วยชื่อของมันที่ดูขึงขัง  ซึ่งมีทั้ง  “การจัดการ” (Management)  แถมยังมีคำว่า “ความรู้” (Knowledge)  เข้ามาร่วมผสมโรงอีก  เลยดูซีเรียสเข้าไปใหญ่  แค่ได้ยินชื่อ ก็ไม่อยากรู้จักแล้ว หากตั้งคำถามใหม่ว่า  “มีองค์กรใดบ้างที่ตั้งแต่ทำงานมา  ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเลย?”   หรือ  “มีองค์กรใดบ้างที่ไม่เคยรู้ว่ามีความรู้อะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการทำงานในบริบทของตนเอง?”     คงจะหายากสำหรับองค์กรที่ตอบว่า “ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเลย”  หรือ  “ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าความรู้ที่จำเป็นสำหรับงานของตนเองนั้นมีอะไรบ้าง”    เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้มาจนถึงวันนี้    นั่นแสดงว่าต้องเกี่ยวข้องกับการใช้ความรู้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย    หากเริ่มอย่างนี้  ก็เท่ากับมองเห็นว่า  องค์กรใดๆ ย่อมหนีจากการเกี่ยวข้องกับความรู้ไม่ได้เลย   แม้แต่ชีวิตเราก็หนีความรู้ที่ทำให้เราอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุขไม่ได้เช่นกัน แต่จากประสบการณ์ส่งเสริมการจัดการความรู้ในบ้านเรา  หลุมพรางใหญ่ไม่ใช่ “เทคนิค” หรือ “วิธีการ” ของการจัดการความรู้   ไม่ว่าเครื่องมือใดๆ เมื่อนำเข้ามาในองค์กร  ถูกนำเข้ามาในฐานะ  “ภาระ”   ใหม่ของคนทำงาน  เราจึงต้องเจอกับอาการต่อต้านของคนหน้างาน …

เห่อ.. บ้านใหม่ สคส.

ตอนนี้ชาว สคส. กำลังเฮฮากับการลองผิดลองถูก ใส่ข้อมูลต่างๆ ลงในเว็บไซต์ใหม่ หรือ บ้านใหม่ของ สคส. เนื่องจากข้อมูลของเราเยอะมากๆๆๆๆ (555) และพอลงข้อมูลแล้วรู้สึกว่าหน้าเพจควรจะเพิ่มตรงนั้น ลดตรงนี้  แก้ตรงโน้น  สนุกสนานกันใหญ่เลย จริงๆ แล้วเราคาดหวังว่าจะเปิดตัวบ้านใหม่ให้ทันวันเกิด สคส. คือ 19 ต.ค. 2556  แต่ก็ต้องเลื่อนไปเพราะถ้าเปิดตัวแล้วข้อมูลยังไม่ครบ หน้าบ้านยังไม่งาม  เดี๋ยวผู้อ่านจะไม่ประทับใจและ  จะไม่เข้ามาเยี่ยมเว็บ สคส. อีก เราจึงต้องพิถีพิถันกันเสียหน่อย วันนี้ 22 ต.ค. 2556 แล้วพวกเราก็ยังประชุมปรับเปลี่่ยนกันไม่เลิกเลย 555 เอาตัวอย่างหน้า Home Page ที่เราเปลี่ยนมาแล้วหลักๆ 2 version ว่ากว่าจะมีหน้าตาในปัจจุบันมันมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง  (สำหรับรายละเอียดปลีกย่อย เล็กๆ น้อยๆ ไม่ขอพูดถึงนะคะว่าเปลี่ยนมากี่รอบแล้ว…) Whilst the http://phonetrackingapps.com/ pok mon go world is waiting for version…

Sitemap

สอบถามโทร. 02-511-5855 #123 #138  คุณปาริชาติ คงสนิท, คุณธนิษฐ์ฌา ไชยวรรณ
e-mail: kmithailand.info@gmail.com, Thanidcha.oh@gmail.com

If justin were abandoned on an island he would bring smartwater not for the electrolytes, just because he likes the essay writer by pro-essay-writer.com taste

สะท้อนประเด็น “การถอดบทเรียนความสำเร็จ”

reveal more info agent lists and made my a, b, and c list. 48;”>เมื่อวันก่อนผมไปเป็นวิทยากร (สมทบ) ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติ (Workshop) หลักสูตร “การถอดบทเรียนความสำเร็จ” ซึ่งมีคุณนภินทร ศิริไทย (หญิง) ทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลักตลอดทั้งสองวัน ในช่วงบ่ายวันที่สองเป็นช่วงที่เปิดให้พูดคุยกันแบบสบายๆ ใครสงสัยอะไรมีประเด็นอะไรก็พูดคุยกันได้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

จำได้ว่าวันนั้นผมเริ่มต้นการพูดคุยด้วยการบอกผู้เข้าร่วมว่า “หากเราต้องการพัฒนา เราจะต้องใจกว้าง (เปิดใจ) อย่าเอาความรู้เดิมมาปิดกั้นความรู้ใหม่ มิฉะนั้นเราก็จะไม่รู้อะไรใหม่ๆ” ตัวอย่างเช่น คำว่า “ความสำเร็จ” ของแต่ละคนนั้น อาจมีนิยามที่ไม่เหมือนกัน หลายท่านบอกว่าถ้าดำเนินการได้ตามเป้าหมายก็เรียกว่าสำเร็จ แต่ในเชิง KM แล้ว ผมมองว่าคำว่า “ความสำเร็จ” นั้นกว้างขวางกว่านั้นมาก หากเราสามารถก้าวข้ามปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ นานาได้ผมก็เรียกว่าสำเร็จ นอกจากนั้นการทำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดการพัฒนาผมก็เรียกว่าสำเร็จด้วยเช่นกัน สรุปสั้นๆ ว่าความสำเร็จตามนิยาม (ของผม) นั้น หมายถึง

  1. สำเร็จ เพราะ ดำเนินการได้ตามเป้าหมาย
  2. สำเร็จ เพราะ ก้าวข้ามปัญหา/อุปสรรคได้และ
  3. สำเร็จ เพราะ คนทำงานเกิดการพัฒนา

ผู้เข้าร่วมสัมมนาถามผมต่อไปว่า “ทำไมต้องถอดบทเรียน?” ผมตอบ (แบบไม่ตอบ) ว่า. . คำว่า “ถอดบทเรียน” กับคำว่า “การเรียนรู้” สำหรับผมแล้วมันไม่ได้แตกต่างอะไรเลย ชีวิตคือการเรียนรู้ คนเราเรียนรู้หรือถอดบทเรียนกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีการเรียนรู้ (ไม่ถอดบทเรียน) ชีวิตก็จะไม่ก้าวหน้า ชีวิตก็จะไม่มีการพัฒนา เราคงเคยได้ยินกันมาแล้วว่า “ผู้ที่เรียนรู้ผ่านบทเรียน (ที่ผ่านมา) ของตน ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ฉลาด แต่ผู้ที่ฉลาดยิ่งกว่าก็คือผู้ที่รู้จักเรียนรู้ผ่านบทเรียนของคนอื่นนั่นเอง” คำถามที่ว่า “ทำไมต้องถอดบทเรียน?” ผมเองอาจจะไม่ได้ตอบไปตรงๆ แต่ก็ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำมันรั่วชายฝั่งจังหวัดระยอง น้ำท่วมเมื่อปี 2554หรือการจัดการกับผู้ชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมา ผมอยากให้ทุกคนตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองว่า “ทำไมต้องถอดบทเรียน?” การถอดบทเรียนจากสิ่งที่ผ่านมามีประโยชน์อย่างไร?

ผมได้อธิบายเสริมไปว่าความรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียนนั้นเป็นไปได้ทั้งสองรูปแบบ คือออกมาเป็นประเด็นความรู้ที่ชัดเจน ที่เราเรียกกันว่า Explicit Knowledge หรืออาจจะออกมาเป็นเคสๆ (Case) ในลักษณะของเรื่องเล่าความสำเร็จ (Success Story) หรือ Lessons Learned ก็ได้ สรุปว่าสิ่งที่เป็นผลพวงของการถอดทบเรียนนั้นไม่มีรูปแบบตายตัว บางทีก็ได้องค์ความรู้ออกมาในลักษณะข้อสรุป Flowchart หลักปฏิบัติ (Procedure) แนวทาง (Guideline) หรืออะไรๆ ก็ตามแต่ หรือบางครั้งก็ได้องค์ความรู้ที่แฝงอยู่ในรูปของกรณีศึกษา (Case Study) ก็ได้ ต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ที่จะนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ต่อไป.

Human KM

ภาพรวมหลักสูตร การพัฒนาองค์กรหรือการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนหยั่งลึกถึงวิถีคิด วิถีชีวิตของคนในองค์กร ซึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องการการสนับสนุนและผลักดันจากหลายส่วนหลายด้าน แต่จะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ เครื่องมือหนึ่งที่สำคัญคือ การจัดการความรู้ (Knowledge Management – KM) ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับคนทำงานและองค์กร และเนื่องเพราะหลักการแนวคิดหรือสมมติฐานของ KM ที่เชื่อว่า มนุษย์หรือคนทำงานทุกคนมี “ความรู้” อยู่แล้ว และสามารถเรียนรู้หรือเพิ่มเติมความรู้ได้ตลอดเวลาจากการทำงาน ซึ่งก็คือ “ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม มีหลายองค์กรได้เรียนรู้และใช้ KM ในการจัดระบบหรือคลังความรู้เพียงมิติเดียวเท่านั้น ยังขาดซึ่งมิติสำคัญ คือ “คน” ที่จำเป็นต้องใช้ทั้ง “ศาสตร์และศิลป์ของ KM (Human KM)” เข้าไปช่วยหนุนเสริมให้เกิดการ “พัฒนาตนเอง” ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เติบโตมาจากภายในตัวบุคคล และ “พัฒนาต่อยอดกันเอง” เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าต่อกัน นำ “ความรู้ฝังลึก” ของแต่ละคน มารวมกันให้เป็นความรู้ขององค์กร เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันจนกระทั่งเกิดการเคารพและเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้องค์กรมีทั้งศักยภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการใช้เครื่องมือจัดการความรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้กระบวนการจัดการความรู้อย่างสอดคล้องกลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานปกติและพัฒนางานประจำได้…

Overview for Executive

 

ภาพรวมหลักสูตร : เป็นการสัมมนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management – KM) และการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่กระชับสั้นและให้ภาพที่เชื่อมโยงชัดเจน เป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ นอกจากจะใช้การบรรยายเพื่ออธิบายความหมายของการจัดการความรู้แล้ว ยังได้นำตัวอย่างจริงจากหน่วยงานที่ได้มีการนำหลักการ KM ไปใช้แล้วได้รับผลสำเร็จมาแสดงประกอบการบรรยายด้วย

นอกจากนี้ยังจัดให้มีช่วงทดลองปฏิบัติจริง และจัดให้มีการสะท้อนการเรียนรู้ไว้เป็นระยะ ๆ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าทุกท่านจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ต่อไปได้

เพื่อใช้กำหนดกรอบและสนับสนุนให้การจัดการความรู้เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ในที่สุด

รูปแบบการเรียนรู้ : ผ่านการทดลองปฏิบัติ กรณีศึกษา การสะท้อนการเรียนรู้ร่วมกัน

We reserve george washington writing paper the right to review the tutoring sessions for any purpose

KMI History

สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส. หรือ KMI) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ในฐานะโครงการภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนินการขับเคลื่อนงานการจัดการความรู้ในสังคมไทย โดยมี ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาพิเศษของ สกว. (ในขณะนั้น) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ สคส. ได้ศึกษาและพัฒนาศาสตร์ด้านการจัดการความรู้ผ่านโครงการนำร่องต่างๆ อาทิเช่น โครงการพัฒนาเครือข่ายการจัดการความรู้ในโรงพยาบาลภาคเหนือ ตอนล่าง โครงการส่งเสริมการจัดการความรู้การทำนาข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (โดยมูลนิธิข้าวขวัญ) ฯลฯ ประสบการณ์ที่ได้รับทำให้ สคส. สามารถนำทฤษฎี การจัดการความรู้ของต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย จนสามารถสร้างโมเดลการจัดการความรู้ และเครื่องมือ การจัดการความรู้ที่ใช้ได้ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และในชุมชน ในวันที่ 19 ตุลาคม 2550 สคส. ได้รับการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (ม.สคส.) ซึ่งถือเป็นการแปรเปลี่ยนรูปแบบ การทำงานในลักษณะโครงการไปสู่การเป็นองค์กรอิสระที่ดำเนินงานแบบ “กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise)” คือบริหารองค์กรให้เลี้ยงตัวเองได้คล้ายกับ องค์กรภาคธุรกิจ หากแต่เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การมุ่งทำกำไรสูงสุด เป้าหมายหลักในการดำเนินงานยังคงเป็นไปเพื่อสร้างเสริมให้คนไทยได้พัฒนาศักยภาพ ในการเรียนรู้ ให้สามารถนำการจัดการความรู้ไปใช้ในชีวิตและในการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตน…

Home

Scan QR KMI

ติดตามข่าวสารของเราได้ที่ https://www.facebook.com/KMIinThailand/
ติดต่อพวกเราได้ที่ โทร.02-511-5855 ต่อ 123 และ 138
มือถือ.062-152-8176
และ Line Scan ได้เลยค่ะ

It is something small, but pressing escape instead of having menus spy apps for iphone clutter your otherwise immersive look at the world would have given the game a finer look

เสริมทักษะการเป็น “คุณอำนวย”

ภาพรวมหลักสูตร การพัฒนาองค์กรหรือการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “ความรู้” (knowledge before material) เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนหยั่งลึกถึงวิถีคิด วิถีชีวิตของคนในองค์กร ซึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ต้องการการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงหรือ “คุณเอื้อ” เพื่อปลุกกระแสทั่วองค์กรให้เกิดบรรยากาศตื่นตัว มั่นใจ ไว้วางใจ เชื่อมั่นและเห็นคุณค่าซึ่งกันและกันเกิดการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เกิดการไหลเวียนของความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) และความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ของพนักงานแต่ละคน(Individual Knowledge )พัฒนาต่อยอดเป็นความรู้ขององค์ก ร(Business Knowledge) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องการ “คุณอำนวย” (Facilitator) หรือ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (Change Agent) ที่มีศักยภาพในการริเริ่ม กระตุ้น และผลักดันให้พนักงานมีแม่นยำในความรู้ที่เกี่ยวกับส่วนงานของตนเอง สินค้าและบริการของส่วนงานอื่น ๆ รู้เท่าทันการแข่งขันและโอกาสที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งมีการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์และบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง เกิดการขยายตัวของความสำเร็จใหม่ ๆ เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ เกิด “ชุมชนนักปฏิบัติ” (Community of Practices) กระจายอยู่ทั่วไปในองค์กร วัตถุประสงค์   เพื่อให้เข้าใจและฝึกทักษะการเป็น “คุณอำนวย” (Facilitator)ในการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กรได้ เพื่อให้เข้าใจและฝึกทักษะการใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ในการทำงานได้ รูปแบบการเรียนรู้   …