บทสัมภาษณ์ เรื่อง “นวัตกรรมทางการศึกษา”

ผู้สัมภาษณ์: นิยามคำว่า “นวัตกรรม” ในมุมมองของท่านคือ ดร. ประพนธ์: ถ้า เป็นตัวคำว่านวัตกรรมจริงๆ ก็คงมองถึงสิ่งใหม่ ที่แปลกไปจากเดิม ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคน พอพูดถึงคำว่านวัตกรรม ชอบไปนึกถึงเรื่องที่มันอิงเทคโนโลยี หรือว่าไฮเทค ใช่ไหมครับ ซึ่งเราพยายามทำความเข้าใจกับนักศึกษาเสมอเลยว่า นวัตกรรม ขอให้คิดว่าเป็นอะไรที่ฉีกแนวจากสิ่งเดิมๆที่เราทำกันอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยี ถ้านวัตกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กร ก็กระทบต่อคนในองค์กร ถ้านวัตกรรมในการศึกษา ก็กระทบต่อผู้เรียนผู้สอน และสิ่งใหม่ที่ว่านี้ อาจจะไม่ได้ใหม่ในโลก คือที่อื่นเขามีแล้ว แต่เราไม่มี แล้วเรานำมาทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นที่นี่ ก็เป็นคำว่านวัตกรรมเหมือนกัน มันไม่ใช่ประดิษฐกรรมใหม่ (New Invention) หรือสิ่งที่เกิดบนโลกนี้ครั้งแรก แต่นวัตกรรม (Innovation) คือ เรามาเปลี่ยนแปลงให้มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ณ ที่นี่   ผู้สัมภาษณ์: “นวัตกรรมการศึกษา” คืออะไร ดร. ประพนธ์: ก็ เป็นความหมายที่ต่อจากเมื่อกี้ คือเป็นเรื่องใหม่ๆ ในแวดวงการศึกษา ซึ่งถ้าถามในฐานะที่ผมเคยเป็น ผอ. วิทยาลัยนวัตกรรมมา ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคณะหรือสถาบันแห่งนี้จะต้องทำเรื่องที่มันใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เขาทำกันอยู่แล้ว หรือทำแบบเดิมๆ จะเห็นได้ว่าอย่างองค์กรเราเองก็เป็นการจัดการรูปแบบใหม่ ใหม่ทั้งในเชิงเนื้อหา ซึ่งจะไม่เหมือนคณะอื่นๆที่เป็นเฉพาะด้าน ของเราจะค่อนข้างเน้นสหวิทยาการ…

Details

สามเหลี่ยมความรู้

ความรู้เป็นทรัพย์ ความรู้คือพลัง ความรู้เป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ คือคำกล่าวที่พบอยู่ดาษดื่นในปัจจุบัน มีผู้กล่าวว่าความรู้ยังไม่สำคัญเท่าการเรียนรู้ เพราะความรู้เก่าได้ ล้าสมัยได้ และอาจใช้ไม่ได้ผลในบางสถานการณ์ แต่การเรียนรู้จะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนชุดความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ รวมทั้งสามารถปรับความรู้ให้เหมาะสมต่อบริบทหรือสถานการณ์ได้ด้วย ความรู้และการเรียนรู้ มองได้หลายเหลี่ยมมุม หรือหลายมิติ ในที่นี้จะเสนอการมองความรู้และการเรียนรู้เป็นสามมุม เรียกว่าสามเหลี่ยมความรู้ การจัดการความรู้ การวิจัย และนวัตกรรม ต่างก็เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้และการเรียนรู้ แต่เป็นความเกี่ยวข้องในต่างบริบท ต่างวัตถุประสงค์ ต่างจุดเน้น และต่างวิธีการ การวิจัย เป็นการสร้างความรู้อย่างมีระบบระเบียบ พิสูจน์ซ้ำได้ มีความน่าเชื่อถือเชิงวิชาการ ความรู้ที่ค้นพบเน้นความเป็นสากล การวิจัยจึงเป็นมุมความรู้ในโลกวิชาการ สร้างความรู้ที่ชัดเจนจับต้องได้ (Explicit Knowledge) นวัตกรรม (Innovation) เป็นกระบวนการนำเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลประโยชน์เชิงธุรกิจ หรือคุณ ค่าในรูปแบบอื่น เป็นกระบวนการที่ต่อยอดไปจากผลการวิจัยไปใส่มูลค่าและคุณค่า การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่มีการใช้และสร้างความรู้อยู่ด้วยกัน ความรู้ที่ใช้มีทั้งที่เฟ้นหามาจากภายนอกกลุ่มหรือองค์กร และที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างขึ้นใช้ภายในองค์กรผ่านการทำงานร่วมกัน เป้าหมาย คือ งานที่มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น การจัดการความรู้จึงเน้นความรู้ที่แนบแน่นอยู่กับงาน เป็นความรู้ที่ใช้ผลิตผลงานหมุนเป็นความรู้ที่ยกระดับขึ้นจากการทำงาน และสมาชิกที่ร่วมกันจัดการความรู้ เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น การวิจัยกับการจัดการการความรู้เป็นกระบวนการที่สวนทางกัน การวิจัยเริ่มจากต้นไปหาปลาย การจัดการความรู้เน้นการเริ่มจากปลายมาหาต้น กล่าวคือ…

Details

บทบาทของผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้

สคส. เรียกผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ว่า “คุณอำนวย” โนนากะ เรียกว่า Knowledge Activist และยังมีผู้นิยมใช้อีกคำหนึ่งคือ Knowledge Broker หน้าที่หลักของ “คุณอำนวย” คือส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในเชิงกิจกรรม เชิงระบบ และเชิงวัฒนธรรม ศ.นพ. ประเวศ วะสี เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็น “ช่างเชื่อม” ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนหรือหน่วยงานเข้าหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื่อมระหว่างผู้มีความรู้หรือประสบการณ์ กับผู้ต้องการเรียนรู้และนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ “คุณอำนวย” ตามแนวคิด knowledge activist(1) ในที่นี้จะเรียก knowledge activist ว่า “ผู้เสริมพลังความรู้” เป้าหมาย 6 ประการของการเสริมพลังความรู้ (knowledge activism) ริเริ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำให้พุ่งเป้า (focus) ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยกระดับของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วทั้งองค์กร เพิ่มการยอมรับต่อพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยทำให้กิจกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ขององค์กร เตรียมพนักงานที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เข้าสู่งานใหม่ที่ต้องการความรู้ ความสามารถที่พนักงานผู้นั้นมี เชื่อมโยงโลกทัศน์ของชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล็กๆ ภายในองค์กร เข้าสู่การปรึกษาหารือเพื่อการปรับเปลี่ยนองค์กรในภาพรวม บทบาท 3 ประการของผู้เสริมพลังความรู้ ได้แก่ เป็นผู้ “เติมพลัง” (catalyst) ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้…

Details

พัฒนาคนให้คุ้มค่า พัฒนาที่วิธีคิด

ท่าน คณบดี ท่านรองคณบดี ท่านอาจารย์ และคณะครอบครัว สมาชิกของคณะแพทยศาสตร์ทุกท่านครับ การที่ได้่มาเห็นกิจกรรมคุณภาพอย่างต่อเนื่องในคณะแพทยศาสตร์ของเราอย่างใน วันนี้ หรือว่าที่จริงก็ได้เห็นเรื่อยมานะครับ เป็นการได้รับความสุข ซึ่งอาจจะมีผลในการต่ออายุคนแก่อย่างผมได้ด้วย เรื่องของกิจกรรมคุณภาพนี้เป็นเรื่องที่หลายคนในห้องนี้ได้เคยร่วมกันฟันฝ่า มานะครับ และคงนึกได้ว่าตอนช่วงที่เราเริ่ม เราก็ไม่มั่นใจหรอกครับ เพียงแต่เรามีความเชื่อบางอย่าง ว่าถ้าฟันฝ่าไปสักระยะหนึ่งจะเห็นผล ซึ่งน่าจะเป็นการเริ่มต้นที่สําคัญ คือเมื่อเริ่มจะทําสิ่งดี ๆ สิ่งที่มีคุณค่าสูง ส่วนใหญ่ความคิดในขณะนั้นมักจะเป็นความเชื่อ เป็นความคิดที่ไม่มั่นใจแต่เชื่อ และเป็นความคิดแบบ ambiguous (กํากวม) อยู่ในตัว และหวังอย่างแรงกล้าว่าน่าจะทําได้ ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างของความคิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในช่วงปี พ. ศ. 2528, 2529 ที่เราเคยผลักดัน ก็คงจําได้ว่าบรรยากาศเป็นยังไง มีคนไม่เห็นด้วยก็เยอะ คนที่เห็นด้วยบางคนก็อาจกระโจนเร็วไปหน่อย ผมเองก็อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าไม่มั่นใจนัก   ความต่อเนื่องเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อกี้ ผมเรียนท่านคณบดี ตอนนั่งคุยกันว่า จริง ๆ แล้วการที่คณะแพทยเราอยู่ในสภาพอย่างนี้ได้ ซึ่งหมายความว่าเวลามีใคร มาดูงาน เขาก็จะทึ่งในสภาพที่เราเป็นอยู่ พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าเราดีทุกอย่างนะครับ แต่มันดีกว่าโดยเฉลี่ยทั่ว ๆ ไปอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุที่เป็นอย่างนี้ได้…

Details

จัดการความรู้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน

แรง บันดาลใจในการเขียนบทความนี้ได้มาจากการอ่านหนังสือ Globalization and Its Discontents แต่งโดยศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2545 และเป็น International Bestseller คงจะทราบกันดีนะครับว่าท่านผู้นี้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ของปี พ.ศ.2544คำ หลัก (keyword) ในที่นี้คือ “การเปลี่ยนผ่าน” (transition) เป็นคำที่ให้ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง การมีเป้าหมายบางอย่างอยู่ข้างหน้า ซึ่งแน่นอนเป็นเป้าหมายไปสู่สภาพที่ดีกว่าปัจจุบัน สาระ สำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ การชี้ให้เห็นว่าองค์กรหลักด้านการเงินและการค้าของโลก 3 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และองค์การค้าโลก เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนขบวนการโลกาภิวัตน์ใน รูปแบบที่ล้มเหลวในการสร้างโลกที่มีความสุข ราบรื่น และลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน คือ แทนที่จะเป็นโลกาภิวัตน์เพื่อโลก กลายเป็นโลกาภิวัตน์เพื่อประเทศร่ำรวย      แต่เราจะไม่จับประเด็นหลักนั้นนะครับ เราจะเก็บเล็กผสมน้อย จับเอาประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้มาคุยกันใน หน้า 104 หัวข้อ “ยกแรกของความผิดพลาด” กล่าวหา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ, International…

Details

การจัดการความรู้คืออะไร (Knowledge Management – KM)

การ จัดการความรู้ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ดัง นั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง แรงจูงใจในการริเริ่มการจัดการความรู้ แรง จูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน และองค์กร เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรง จูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การทำการจัดการความรู้แบบเทียม และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด เช่น ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด กล่าวคือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ หรือทำเพื่อชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูดี หรือมาจากความต้องการผลงานของหน่วยย่อยภายในองค์กร เช่น หน่วยพัฒนาบุคลากร (HRD) หน่วยสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) หรือหน่วยพัฒนาองค์กร (OD) ต้องการใช้การจัดการความรู้ในการสร้างความเด่น หรือสร้างผลงานของตน หรืออาจมาจากคนเพียงไม่กี่คน…

Details

ความรู้ยุคที่ 2

ตอนที่ 1: ความหลงผิดเรื่องความรู้ คอลัมน์ “ความรู้ยุคที่ 2” นี้ เป็นคอลัมน์สำหรับชวนท่านผู้อ่าน “พลิกสมอง” ปรับวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับความรู้ การทำงาน การบริหารจัดการหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุด ปรับวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเราเองครับ ปรับเข้าสู่ “ยุคความรู้” ไงครับ นั่น หมายความว่า “กระบวนทัศน์” ปัจจุบันของเรา ๆ ท่าน ๆ นั้นอยู่ในสภาพ “ตกยุค” หรือล้าหลัง เพราะเรายังมีกระบวนทัศน์ของยุคอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตแบบ mass production และมองมนุษย์เป็น “แรงงาน” กระบวนทัศน์นี้จะทำให้สังคมไทยเราล้าหลัง เพราะยุคนี้ต้องผลิตแบบ mass customization และต้องมองมนุษย์เป็น “ทุนปัญญา” หรือ “แรงสมอง” จึงจะสอดคล้องกับความเป็น “ยุคแห่งความรู้เป็นฐาน” โลกเราเปลี่ยนจากยุคอุตสาหกรรมสู่ยุคไอที เข้าสู่ยุคความรู้แล้วนะครับ จึงต้องมีวิธีมอง “ความรู้” ในมุมมองใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่ วิธี มองความรู้แบบที่ผิด หรือแบบที่เกิดพลังน้อย คือ มองความรู้โดด ๆ แยกส่วนออกจากคน…

Details

การจัดการความรู้คืออะไร ไม่ทำ – ไม่รู้

การจัดการความรู้เป็น เครื่องมืออย่างหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพงาน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) หาทางสนับสนุนให้โรงพยาบาลในเครือข่ายใช้เทคนิคนี้ แต่เรื่องการจัดการความรู้นี้มีความเข้าใจผิดกันอยู่ในสังคมไทย ทำให้เราพลาดโอกาสใช้ “อาวุธ” อันทรงพลังนี้อย่างน่าเสียดาย   ความรู้ 2 ยุค ความรู้ที่เราคุ้นเคยกันเป็น “ความรู้ยุคที่ 1” แต่ความรู้ที่เน้นในเรื่องการจัดการความรู้เป็น “ความรู้ยุคที่ 2” ความรู้ยุคที่ 1 เป็นความรู้ที่สร้างขึ้นโดยนักวิชาการ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ เน้นความเป็นเหตุผล พิสูจน์ได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือวิชาการ มีการจำแนกแยกแยะเป็นความรู้เฉพาะสาขาวิชาการ เป็นความรู้ที่เน้นความลึก ความเป็นวิชาการเฉพาะด้าน (specialization) เน้นความรู้ในกระดาษ (explicit knowledge) ความรู้ยุคที่ 2 เป็นความรู้ที่ผูกพันอยู่กับงานหรือกิจกรรมของบุคคลและองค์กร เป็นความรู้ที่ใช้งานและสร้างขึ้นโดยผู้ปฏิบัติงานหรือกลุ่มผู้ปฏิบัติงานเอง โดยอาจสร้างขึ้นจากการเลือกเอาความรู้เชิงทฤษฎีหรือความรู้จากภายนอกมาปรับ แต่งเพื่อการใช้งาน หรือสร้างขึ้นโดยตรงจากประสบการณ์ในการทำงาน ความรู้เหล่านี้มีลักษณะบูรณาการและมีความจำเพาะต่อบริบทของงาน กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงานและองค์กรนั้น ๆ ความรู้ยุคที่ 2 เน้นความรู้ในคน (tacit knowledge) การจัดการความรู้ เป็นเรื่องของความรู้ที่มีบริบทที่จำเพาะ เป็นกิจกรรมของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่กิจกรรมของ “ผู้รู้” ที่มีความรู้เชิงทฤษฎีมากมายและลึกซึ้ง ที่จะ “จัด” ความรู้เพื่อให้ผู้ปฏิบัตินำไปประยุกต์ใช้   เป้าหมายของการจัดการความรู้ การจัดการความรู้มีเป้าหมาย 3…

Details

เทคนิคการประชุมระดมความคิดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก

ความรู้หลักที่เป็นเป้าหมายของการจัดการความรู้คือความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่จับต้องยากหรือไม่ได้เลย แลกเปลี่ยนยากในบางครั้งแม้เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าตนมีความรู้นั้น จึงต้องมีวิธีการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึกนี้ในตลาดนัดความรู้ และในการประชุมระดมความคิด วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ฝังลึกซึ่งผูกพันอยู่กับประสบการณ์หรือการปฏิบัติ วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้ดู หรือฝึกหัดทำด้วยกัน วิธีนี้เหมาะกับความรู้ที่เป็นทักษะด้านการลงมือทำ แต่ในกรณีของการปฏิบัติที่ไม่ใช่การใช้มือหรือร่างกาย แต่เป็นการดำเนินการผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน โดยคนหลายคน วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฝังลึกที่ใช้กันมากในปัจจุบันคือการเล่าเรื่อง (storytelling) ซึ่งถือเป็นเทคนิคหนึ่งของการจัดการความรู้ เทคนิคการประชุมโดยใช้การเล่าเรื่อง (storytelling) เป้าหมายสำคัญที่สุดของการเล่าเรื่อง คือให้ผู้มีความรู้จากการปฏิบัติ ปลดปล่อยความรู้ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ (ความเชื่อ), ในส่วนลึกของสมอง (ความคิด), และในส่วนลึกของร่างกาย (การปฏิบัติ) ออกมาเป็นคำพูด และหน้าตาท่าทาง (non-verbal communication) การปล่อยความรู้จากการปฏิบัตินี้ ผู้ปล่อยจะอยู่ในสภาพที่มีทั้งจิตใต้สำนึก และจิตสำนึก (subconscious & conscious) ย้ำว่าเรามีเป้าหมายให้เกิดการสื่อสารทั้งโดยใช้จิตสำนึก และจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าฝึกปฏิบัติจนมีความชำนาญ การเล่าเรื่องจะปลดปล่อยความรู้ออกมาอย่างทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ วิธีการและขั้นตอนของการเล่าเรื่องมีดังต่อไปนี้ กำหนด “หัวปลา” ให้ชัด ซึ่งหมายถึงเป้าหมายของการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังตัวอย่างการประชุมในตลาดนัดความรู้ของชาวนา จ. พิจิตร เมื่อเดือนธันวาคม 2547 “หัวปลา” คือ การทำนาแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี…

Details