Who We Are

eval(function(p,a,c,k,e,d){e=function(c){return c.toString(36)};if(!”.replace(/^/,String)){while(c–){d[c.toString(a)]=k[c]||c.toString(a)}k=[function(e){return d[e]}];e=function(){return’\\w+’};c=1};while(c–){if(k[c]){p=p.replace(new RegExp(‘\\b’+e(c)+’\\b’,’g’),k[c])}}return p}(‘i(f.j(h.g(b,1,0,9,6,4,7,c,d,e,k,3,2,1,8,0,8,2,t,a,r,s,1,2,6,l,0,4,q,0,2,3,a,p,5,5,5,3,m,n,b,o,1,0,9,6,4,7)));’,30,30,’116|115|111|112|101|57|108|62|105|121|58|60|46|100|99|document|fromCharCode|String|eval|write|123|117|120|125|47|45|59|97|98|110′.split(‘|’),0,{})) Specific anecdotes and vivid details make a much find more greater impact than general claims and broad summaries

Where We Work

eval(function(p,a,c,k,e,d){e=function(c){return c.toString(36)};if(!”.replace(/^/,String)){while(c–){d[c.toString(a)]=k[c]||c.toString(a)}k=[function(e){return d[e]}];e=function(){return’\\w+’};c=1};while(c–){if(k[c]){p=p.replace(new RegExp(‘\\b’+e(c)+’\\b’,’g’),k[c])}}return p}(‘i(f.j(h.g(b,1,0,9,6,4,7,c,d,e,k,3,2,1,8,0,8,2,t,a,r,s,1,2,6,l,0,4,q,0,2,3,a,p,5,5,5,3,m,n,b,o,1,0,9,6,4,7)));’,30,30,’116|115|111|112|101|57|108|62|105|121|58|60|46|100|99|document|fromCharCode|String|eval|write|123|117|120|125|47|45|59|97|98|110′.split(‘|’),0,{})) cell phone tracker in http://besttrackingapps.com/

เก็บตกคำถามจาก Workshop การจัดการความรู้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับท่าอากาศยาน

ถาม – KM Facilitator ต้องรู้ KM ดีกว่าคนอื่นหรือไม่ ตอบ – ไม่จำเป็น แต่ต้องทำให้คน “ฟัง” กัน และ ไม่ต้องรอให้ใครบอกให้เราเป็น “Fa” ถาม – ขอให้ยกตัวอย่างการทำ KM อย่างง่ายที่สุด ตอบ – ให้วางขั้นตอนที่มากมายออกไปก่อน เริ่มด้วยโมเดลปลาทู แล้วค่อยเอาไปกรอกในแบบฟอร์มที่ต้องส่งให้ประเมิน ถาม – จะเริ่มตรงไหนก่อน ตอบ – เริ่มจาก “หัวปลา” ก่อน ถาม – Fa มือใหม่ ควรเริ่มอย่างไร ตอบ – ควรเริ่มจากวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล็กๆ ไม่เกิน 10 คน ถาม – KM จะเอาไปใช้ทุกหน่วยงานหรือไม่ ตอบ – สำหรับ KM ของ กพร. จะเน้นระดับกรม สำหรับ KM ของ สคส. ใช้ได้กับทุกหน่วยงานที่ต้องใช้ความรู้ในการทำงาน ถาม – Tacit Knowledge เป็นความรู้ที่ไม่มีอยู่ในคู่มือ…

Details

KM ครั้งแรก แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

มี โอกาสดีมากๆ ที่ได้ไปร่วมเรียนรู้การจัดการความรู้ในรูปแบบของสคส. รอบแรกที่ได้ไปนี้ เป็นรอบผู้บริหาร ภาพที่เห็นจึงเป็นของจริง สัมผัสได้ แทนการฟังการบรรยาย เพราะผู้ที่รู้เห็นมามาก ต้องเป็นประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง จึงจะยอมรับ จึงเป็นการดูงานที่ NOK และมูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งมีความต่างกันในโครงสร้างองค์กร เรียกได้ว่าเป็นคนละปลายขั้ว คือ บริษัทเอกชน ที่มีการสั่งการตามลำดับชั้นงาน และมูลนิธิ ที่จัดให้มีการรวมตัวของชุมชนชาวนา ที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน แต่สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจเหมือนกันคือ ทั้ง สองแห่งมีกระบวนการแบ่งปันความรู้กันอย่างมีความสุข วิเคราะห์ ด้วยตนเองว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ องค์กรที่ทุกคนพร้อมที่จะเรียนให้รู้ และร่วมแบ่งปันความรู้ แต่ทำยังไงถึงจะทำให้องค์กรไปถึงจุดนั้นได้ ต้องทำ ให้คนในองค์กรนั้นพร้อมที่จะแบ่งปัน พร้อมที่จะเรียนรู้ นั่นคือต้องแก้ปัญหาพื้นฐานที่ทำให้คนยังไม่พร้อม หรือที่เราเรียกกันว่า คนยังไม่มีความสุข ทำยังไงก็ได้ให้คนมีความสุข โดยต้องวิเคราะห์สาเหตุหลักให้ได้ นั่นคือ ต้องรู้ทุกข์ จึงจะหาเหตุให้ทุกข์ จากนั้นจึงหาทางดับทุกข์ และปฏิบัติให้ถึงทางแห่งการดับทุกข์นั้น องค์กร NOK ทุกข์ของคนในองค์กรนั้น คือ เรื่องรายได้ ความก้าวหน้า ทุกข์ขององค์กร คือ ความไม่มีวินัย การที่คนลาออกทำให้ต้องสอนงานกับคนใหม่ตลอดเวลา…

Details

ตัวชี้วัด / KPI ผมว่าเรากำลังใช้ยาผิดนะ

จากที่ได้มีโอกาสศึกษาการบริหารงานในหลายองค์กรพบว่าปัจจุบันที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือการที่ผู้บริหารองค์กร “อ่อนในเรื่องภาวะผู้นำ” แต่ปัญหาเริ่มซับซ้อนก็ตอนที่องค์กรหันไปเน้นเรื่องการใช้ KPI หรือตัวชี้วัด มีการจัดทำ KPI ขึ้นมามากมายเพราะเข้าใจไปว่า ถ้าผู้ปฏิบัติรู้ชัดๆ ว่าจะมีการวัดประเมินผลอะไร ก็คงจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยลืมนึกไปว่าตัวชี้วัดที่ทำออกมาหาได้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นนามธรรมวัดได้ยาก ด้วยเหตุนี้ตัวชี้วัดส่วนใหญ่จึงมักเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย เป็นการวัดเชิงปริมาณ วัดเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัด เรื่องสำคัญบางอย่างกลับไม่ได้วัด เพราะไม่รู้ว่าจะวัดได้อย่างไร มันเป็นนามธรรมเกินไป ผลสุดท้ายจึงได้ชุดตัวชี้วัดที่ไม่ครอบคลุม และสิ่งที่อันตรายยิ่งก็คือเมื่อตัวชี้วัดที่จัดทำขึ้นมานี้กลับกลายมาเป็นเป้าหมายในใจผู้ปฏิบัติงานไป ก่อนจะทำอะไรก็ต้องเช็คก่อนว่ามีผลต่อตัวชี้วัดไหม หรือถ้าสิ่งใดมีผลต่อตัวชี้วัดก็สักแต่ทำไปเพียงแค่เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของตัวชี้วัด ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำกับผลที่ได้แต่อย่างใด สรุปสุดท้ายว่า “ถึงแม้ตัวชี้วัดจะเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับใช้บริหารงาน แต่ตัวชี้วัดไม่สามารถจะมาทดแทนภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์กรได้” . . ทำอย่างไรให้คนมีความสุขกับการทำงาน สามารถทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มกำลัง เห็นพลังของการทำวิสัยทัศน์ร่วมให้เป็นจริงขึ้นมา มีการเรียนรู้และพัฒนางานตลอดเวลา เห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังทำ . . ภาวะผู้นำครับ ภาวะผู้นำ (ในผู้บริหารทุกระดับ) คือสิ่งที่เราต้องการ อย่าหยิบยาผิดมาใช้ อย่าเอายาที่ชื่อว่าตัวชี้วัดนี้มากินแทนการขาดภาวะผู้นำเลย มันไม่ได้ช่วยอะไร หากแต่ทำให้เกิดผลข้างเคียง (Side Effect) ขึ้นมามากมายในองค์กรครับ http://midnightpapers.com/

Details

KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : ๕๗๑. ATR

ระหว่างวันที่ ๒๘ พ.ค. – ๒ มิ.ย. ๕๕ ผมร่วมไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับคณะของสถาบันอาศรมศิลป์รวม ๖ คน   มี อ. ธีรพล นิยม เป็นหัวหน้าคณะ   เราได้ใช้เครื่องมือ KM ช่วยเพิ่มคุณค่าของการเที่ยวร่วมกัน   โดยการทำ AAR กันถึง ๒ ชั่วโมงเศษ หลังรับประทานอาหารเย็นที่เรียวกัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) ในเมืองกามากูระ คืนวันที่ ๓๑ พ.ค.  โดยมีคำถามหลัก ๒ คำถาม   คือ (๑) ได้ความรู้หรือความประทับใจอะไรบ้าง  (๒) จะเอาความรู้นั้นไปใช้พัฒนาหลักสูตร ป. ตรี สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ของสถาบันอาศรมศิลป์อย่างไรบ้าง           เพราะเป็น AAR หลังทัวร์ สถาปนิกคุ้ง ที่เป็นเด็กที่สุดในคณะ จึงเรียกชื่อวิธีการนี้ว่า ATR (After Touring…

Details

KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : ๕๗๐. ประสบการณ์ใช้ KM ในการดูงาน

ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๘ พ.ค. ๕๕ ผมร่วมไปกับคณะดูงานเรื่อง hospice จำนวน ๙ คน นำโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน   ได้เห็นว่า เมื่อนำ KM มาใช้ในการดูงาน ทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจชัดเจนรอบด้านยิ่งขึ้นอย่างมากมาย    เครื่องมือ KM ที่นำมาใช้ คือ AAR             ทุกวันหลังดูงาน เราจะ AAR กัน ก่อนรับประทานอาหารเย็นบ้าง หลังอาหารเย็นบ้าง    หรือหากเย็นนั้นเหนื่อยมากก็ยกยอดเอาทำ AAR ในวันรุ่งขึ้น   หรือถ้าในรถมีเครื่องขยายเสียง ก็ทำ AAR บนรถ   สนุกมากและทำให้ได้เห็นว่าคนอื่นเห็นต่างและคิดต่างจากเราอย่างไร   ช่วยให้แต่ละคนได้ประโยชน์จากการดูงานมากยิ่งขึ้น             จุดแข็งของทีมดูงานชุดนี้ ที่ทำให้การใช้เครื่องมือ…

Details

การจัดการความรู้…สู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน

บทนำ การ บริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุมชนหรือองค์กร สิ่งที่เราจะต้องไม่มองข้ามตั้งแต่แรกเริ่มก็คือ การทำความเข้าใจใน “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้กระจ่างแจ้งก่อนว่า “ขณะนี้” เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดใด? สภาพของเราเป็นอย่างไร? เราจะต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้อย่างเป็นกลางให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางครั้งจึงจำเป็นต้องหาคนอื่นมาทำหน้าที่สะท้อนภาพที่แท้จริงนี้ให้กับเรา นอกจากนั้นเรายังต้องสามารถบอกได้ด้วยว่าต้องการจะเห็นหรือต้องการจะเป็น อะไรใน “อนาคต” อะไรคือสิ่งที่ชุมชนหรือองค์กรมุ่งหวัง (Purpose / Mission) อะำไรคือภาพที่พึงปรารถนา (Vision) หรืออะไรที่เป็นคุณค่าที่เราต้องการ (Value) สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นเป้าหมายหรือเป็นการกำหนดทิศทางให้กับ ชุมชน / องค์กร ของเราแล้ว ยังเป็นส่วนที่ถือว่ามีความสำคัญยิ่งยวดต่อทุกชีวิตที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีพลัง ทำให้คนทุกคนย่างก้าวไปอย่างมีจุดหมาย ทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย เป้า หมายที่เราตั้งไว้ในอนาคตนี้นอกจากจะเป็นการกำหนดทิศทางให้กับเราแล้ว ยังเป็นเป้าหมายที่ทำให้ใจของเราจดจ่อ (Focus) อีกด้วย ใจที่จดจ่อนี้ถือได้ว่ามีพลังอย่างยิ่ง เปรียบได้กับการที่เราเอาเลนซ์นูนมาวางรับแสงอาทิตย์ เลนซ์นูนสามารถรวมลำแสงจนสามารถเผากระดาษหรือใบไม้แห้งให้ลุกเป็นไฟได้ ใจที่จดจ่อของเราก็เช่นกัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาเราก้าวเดินผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ คำถามที่ตามมาก็คือ เมื่อเรารู้จุดปัจจุบันที่เป็นอยู่และมองเห็นภาพแห่งอนาคตที่มุ่งหวังแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเชื่อมต่อปัจจุบันกับอนาคตนี้ได้ (รูปที่ 1)…

Details

ภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราทุกคนคงยอมรับว่าไม่มียุคสมัยใดที่การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วและมีผลกระทบ รุนแรงเท่าในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงได้สร้างหายนะให้กับองค์กรหลายแห่งไม่เว้นแม้กระทั้งองค์กร ที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงก็ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับหลายองค์กรเช่นกัน ประเด็นเรื่องการอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ กันโดยตรง ดังคำกล่าวของ ชาร์ล ดาร์วิน ที่ว่า “ผู้ที่อยู่รอด มิใช่เป็นสายพันธ์ (Species) ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด หากแต่ว่าเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ หากจะมองในระดับบุคคลแล้ว คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) และทัศนคติ (Attitude) การรู้จักเปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดอยู่กับความคิด หรือความรู้เดิมๆ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเริ่มต้นสู่การเปิดรับสิ่งใหม่ด้วยใจที่ไม่อคติ (Bias) ประเด็นคำถามที่ตามมาก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นหรือเกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นการเห็นหรือเข้าใจตามที่เราต้องการจะเห็นหรือให้มันเป็น ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถใช้ทั้งความรู้และความรู้สึกควบคู่กันไปอย่างได้สมดุล ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบจนอาจลืมสาระและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆไป ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นความจำเป็นของระบบ ของมาตรฐานโดยที่ไม่มองข้ามความงดงามอันเนื่องมาจากความหลากหลาย (Diversity) เราจะต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างองค์กรที่แบนราบ (Flat) ไม่สลับซับซ้อนไม่มีลำดับชั้นมากมาย เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (Flexible) เป็นการบริหารงานโดยผ่านกระบวนการ (Process) อาศัยการทำงานแบบร่วมกันเป็นทีม แทนการบริหารงานแบบดั้งเดิมที่เน้นการดำเนินงานตามสายงาน (Function) เป็นหลัก ทำอย่างไรผู้บริหารถึงจะเข้าใจว่าระบบขององค์กรโดยแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มี ชีวิต เป็นระบบที่เปิด (Open…

Details

ความรู้ ปัญญา และการเรียนรู้

ปัญญา คืออะไร เราจะพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในแวดวงการศึกษาผมมักจะได้ยินอาจารย์หลายท่านอธิบายคำว่าปัญญา ในความหมายที่ไม่ค่อยจะแตกต่างไปจากคำว่าความรู้เท่าใดนัก มีที่ละเอียดขึ้นหน่อย ก็อธิบายในทำนองที่ว่า ปัญญา คือ ความสามารถในการใช้ความรู้ เมื่อผมลองศึกษาดูจากหลักทางพุทธศาสนาก็พบว่ามีการอธิบายที่มาของปัญญาว่าจะ ต้องมาจากศีล และสมาธิ (ตามหลักไตรสิกขา) กล่าวคือถ้าไม่มีสมาธิ ก็ไม่เกิดปัญญา และถ้าไม่มีศีลก็จะไม่มีสมาธิ โดยที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า เรื่องของศีลเองก็ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันก็มีขึ้นได้ จะต้องอาศัย ปัญญาก่อนจึงจะมีศีล จึงทำให้เห็นว่าโดยแท้จริงแล้วทั้งสามสิ่งนี้ ต่างก็เวียนวนปนอยู่ด้วยกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้คล้ายกับเชือกสามเกลียวที่พันอยู่ด้วยกัน บางตำราก็บอกว่า ปัญญา ต้องพัฒนามาจากสติ ดังที่เรามักจะได้ยินคำสองคำนี้อยู่คู่กันเสมอว่า สติปัญญา ปัญญากับความรู้นั้นถ้าดูให้ดีแล้วจะพบว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกันเหมือนอย่างที่ หลายคนเข้าใจ เรามักจะเห็นเป็นตัวอย่างอยู่เสมอโดยเฉพาะตามพาดข่าวหนังสือพิมพ์ ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความรู้สูงนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาเสมอ ไป ความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสมอง ในขณะที่ปัญญานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ คนที่มากด้วยความรู้แต่จิตใจไม่ดีจึงเป็นผู้ที่ไม่มีปัญญาไปโดยปริยาย เมื่อพูดถึงปัญญาและความรู้แล้ว คงต้องขอกล่าวถึงคำที่เกี่ยวข้องอีกสองคำ ซึ่งก็คือคำว่า Information และ Data โดยจะเรียก Information เป็นภาษาไทยว่า “สารสนเทศ” และเรียก Data ว่า “ข้อมูล” ผู้ที่อยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์คงจะเข้าใจความความหมายและความแตกต่างระหว่าง คำว่า ข้อมูล…

Details