ตัวชี้วัด / KPI ผมว่าเรากำลังใช้ยาผิดนะ

จากที่ได้มีโอกาสศึกษาการบริหารงานในหลายองค์กรพบว่าปัจจุบันที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือการที่ผู้บริหารองค์กร “อ่อนในเรื่องภาวะผู้นำ” แต่ปัญหาเริ่มซับซ้อนก็ตอนที่องค์กรหันไปเน้นเรื่องการใช้ KPI หรือตัวชี้วัด มีการจัดทำ KPI ขึ้นมามากมายเพราะเข้าใจไปว่า ถ้าผู้ปฏิบัติรู้ชัดๆ ว่าจะมีการวัดประเมินผลอะไร ก็คงจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยลืมนึกไปว่าตัวชี้วัดที่ทำออกมาหาได้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นนามธรรมวัดได้ยาก ด้วยเหตุนี้ตัวชี้วัดส่วนใหญ่จึงมักเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย เป็นการวัดเชิงปริมาณ วัดเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัด เรื่องสำคัญบางอย่างกลับไม่ได้วัด เพราะไม่รู้ว่าจะวัดได้อย่างไร มันเป็นนามธรรมเกินไป ผลสุดท้ายจึงได้ชุดตัวชี้วัดที่ไม่ครอบคลุม และสิ่งที่อันตรายยิ่งก็คือเมื่อตัวชี้วัดที่จัดทำขึ้นมานี้กลับกลายมาเป็นเป้าหมายในใจผู้ปฏิบัติงานไป ก่อนจะทำอะไรก็ต้องเช็คก่อนว่ามีผลต่อตัวชี้วัดไหม หรือถ้าสิ่งใดมีผลต่อตัวชี้วัดก็สักแต่ทำไปเพียงแค่เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของตัวชี้วัด ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำกับผลที่ได้แต่อย่างใด สรุปสุดท้ายว่า “ถึงแม้ตัวชี้วัดจะเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับใช้บริหารงาน แต่ตัวชี้วัดไม่สามารถจะมาทดแทนภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์กรได้” . . ทำอย่างไรให้คนมีความสุขกับการทำงาน สามารถทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มกำลัง เห็นพลังของการทำวิสัยทัศน์ร่วมให้เป็นจริงขึ้นมา มีการเรียนรู้และพัฒนางานตลอดเวลา เห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังทำ . . ภาวะผู้นำครับ ภาวะผู้นำ (ในผู้บริหารทุกระดับ) คือสิ่งที่เราต้องการ อย่าหยิบยาผิดมาใช้ อย่าเอายาที่ชื่อว่าตัวชี้วัดนี้มากินแทนการขาดภาวะผู้นำเลย มันไม่ได้ช่วยอะไร หากแต่ทำให้เกิดผลข้างเคียง (Side Effect) ขึ้นมามากมายในองค์กรครับ http://midnightpapers.com/

Details

KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : ๕๗๑. ATR

ระหว่างวันที่ ๒๘ พ.ค. – ๒ มิ.ย. ๕๕ ผมร่วมไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับคณะของสถาบันอาศรมศิลป์รวม ๖ คน   มี อ. ธีรพล นิยม เป็นหัวหน้าคณะ   เราได้ใช้เครื่องมือ KM ช่วยเพิ่มคุณค่าของการเที่ยวร่วมกัน   โดยการทำ AAR กันถึง ๒ ชั่วโมงเศษ หลังรับประทานอาหารเย็นที่เรียวกัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) ในเมืองกามากูระ คืนวันที่ ๓๑ พ.ค.  โดยมีคำถามหลัก ๒ คำถาม   คือ (๑) ได้ความรู้หรือความประทับใจอะไรบ้าง  (๒) จะเอาความรู้นั้นไปใช้พัฒนาหลักสูตร ป. ตรี สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ของสถาบันอาศรมศิลป์อย่างไรบ้าง           เพราะเป็น AAR หลังทัวร์ สถาปนิกคุ้ง ที่เป็นเด็กที่สุดในคณะ จึงเรียกชื่อวิธีการนี้ว่า ATR (After Touring…

Details

KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : ๕๗๐. ประสบการณ์ใช้ KM ในการดูงาน

ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๘ พ.ค. ๕๕ ผมร่วมไปกับคณะดูงานเรื่อง hospice จำนวน ๙ คน นำโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน   ได้เห็นว่า เมื่อนำ KM มาใช้ในการดูงาน ทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจชัดเจนรอบด้านยิ่งขึ้นอย่างมากมาย    เครื่องมือ KM ที่นำมาใช้ คือ AAR             ทุกวันหลังดูงาน เราจะ AAR กัน ก่อนรับประทานอาหารเย็นบ้าง หลังอาหารเย็นบ้าง    หรือหากเย็นนั้นเหนื่อยมากก็ยกยอดเอาทำ AAR ในวันรุ่งขึ้น   หรือถ้าในรถมีเครื่องขยายเสียง ก็ทำ AAR บนรถ   สนุกมากและทำให้ได้เห็นว่าคนอื่นเห็นต่างและคิดต่างจากเราอย่างไร   ช่วยให้แต่ละคนได้ประโยชน์จากการดูงานมากยิ่งขึ้น             จุดแข็งของทีมดูงานชุดนี้ ที่ทำให้การใช้เครื่องมือ…

Details

การจัดการความรู้…สู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน

บทนำ การ บริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุมชนหรือองค์กร สิ่งที่เราจะต้องไม่มองข้ามตั้งแต่แรกเริ่มก็คือ การทำความเข้าใจใน “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้กระจ่างแจ้งก่อนว่า “ขณะนี้” เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดใด? สภาพของเราเป็นอย่างไร? เราจะต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้อย่างเป็นกลางให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางครั้งจึงจำเป็นต้องหาคนอื่นมาทำหน้าที่สะท้อนภาพที่แท้จริงนี้ให้กับเรา นอกจากนั้นเรายังต้องสามารถบอกได้ด้วยว่าต้องการจะเห็นหรือต้องการจะเป็น อะไรใน “อนาคต” อะไรคือสิ่งที่ชุมชนหรือองค์กรมุ่งหวัง (Purpose / Mission) อะำไรคือภาพที่พึงปรารถนา (Vision) หรืออะไรที่เป็นคุณค่าที่เราต้องการ (Value) สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นเป้าหมายหรือเป็นการกำหนดทิศทางให้กับ ชุมชน / องค์กร ของเราแล้ว ยังเป็นส่วนที่ถือว่ามีความสำคัญยิ่งยวดต่อทุกชีวิตที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีพลัง ทำให้คนทุกคนย่างก้าวไปอย่างมีจุดหมาย ทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย เป้า หมายที่เราตั้งไว้ในอนาคตนี้นอกจากจะเป็นการกำหนดทิศทางให้กับเราแล้ว ยังเป็นเป้าหมายที่ทำให้ใจของเราจดจ่อ (Focus) อีกด้วย ใจที่จดจ่อนี้ถือได้ว่ามีพลังอย่างยิ่ง เปรียบได้กับการที่เราเอาเลนซ์นูนมาวางรับแสงอาทิตย์ เลนซ์นูนสามารถรวมลำแสงจนสามารถเผากระดาษหรือใบไม้แห้งให้ลุกเป็นไฟได้ ใจที่จดจ่อของเราก็เช่นกัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาเราก้าวเดินผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ คำถามที่ตามมาก็คือ เมื่อเรารู้จุดปัจจุบันที่เป็นอยู่และมองเห็นภาพแห่งอนาคตที่มุ่งหวังแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเชื่อมต่อปัจจุบันกับอนาคตนี้ได้ (รูปที่ 1)…

Details

ภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราทุกคนคงยอมรับว่าไม่มียุคสมัยใดที่การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วและมีผลกระทบ รุนแรงเท่าในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงได้สร้างหายนะให้กับองค์กรหลายแห่งไม่เว้นแม้กระทั้งองค์กร ที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงก็ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับหลายองค์กรเช่นกัน ประเด็นเรื่องการอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ กันโดยตรง ดังคำกล่าวของ ชาร์ล ดาร์วิน ที่ว่า “ผู้ที่อยู่รอด มิใช่เป็นสายพันธ์ (Species) ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด หากแต่ว่าเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ หากจะมองในระดับบุคคลแล้ว คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) และทัศนคติ (Attitude) การรู้จักเปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดอยู่กับความคิด หรือความรู้เดิมๆ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเริ่มต้นสู่การเปิดรับสิ่งใหม่ด้วยใจที่ไม่อคติ (Bias) ประเด็นคำถามที่ตามมาก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นหรือเกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นการเห็นหรือเข้าใจตามที่เราต้องการจะเห็นหรือให้มันเป็น ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถใช้ทั้งความรู้และความรู้สึกควบคู่กันไปอย่างได้สมดุล ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบจนอาจลืมสาระและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆไป ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นความจำเป็นของระบบ ของมาตรฐานโดยที่ไม่มองข้ามความงดงามอันเนื่องมาจากความหลากหลาย (Diversity) เราจะต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างองค์กรที่แบนราบ (Flat) ไม่สลับซับซ้อนไม่มีลำดับชั้นมากมาย เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (Flexible) เป็นการบริหารงานโดยผ่านกระบวนการ (Process) อาศัยการทำงานแบบร่วมกันเป็นทีม แทนการบริหารงานแบบดั้งเดิมที่เน้นการดำเนินงานตามสายงาน (Function) เป็นหลัก ทำอย่างไรผู้บริหารถึงจะเข้าใจว่าระบบขององค์กรโดยแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มี ชีวิต เป็นระบบที่เปิด (Open…

Details

ความรู้ ปัญญา และการเรียนรู้

ปัญญา คืออะไร เราจะพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในแวดวงการศึกษาผมมักจะได้ยินอาจารย์หลายท่านอธิบายคำว่าปัญญา ในความหมายที่ไม่ค่อยจะแตกต่างไปจากคำว่าความรู้เท่าใดนัก มีที่ละเอียดขึ้นหน่อย ก็อธิบายในทำนองที่ว่า ปัญญา คือ ความสามารถในการใช้ความรู้ เมื่อผมลองศึกษาดูจากหลักทางพุทธศาสนาก็พบว่ามีการอธิบายที่มาของปัญญาว่าจะ ต้องมาจากศีล และสมาธิ (ตามหลักไตรสิกขา) กล่าวคือถ้าไม่มีสมาธิ ก็ไม่เกิดปัญญา และถ้าไม่มีศีลก็จะไม่มีสมาธิ โดยที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า เรื่องของศีลเองก็ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันก็มีขึ้นได้ จะต้องอาศัย ปัญญาก่อนจึงจะมีศีล จึงทำให้เห็นว่าโดยแท้จริงแล้วทั้งสามสิ่งนี้ ต่างก็เวียนวนปนอยู่ด้วยกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้คล้ายกับเชือกสามเกลียวที่พันอยู่ด้วยกัน บางตำราก็บอกว่า ปัญญา ต้องพัฒนามาจากสติ ดังที่เรามักจะได้ยินคำสองคำนี้อยู่คู่กันเสมอว่า สติปัญญา ปัญญากับความรู้นั้นถ้าดูให้ดีแล้วจะพบว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกันเหมือนอย่างที่ หลายคนเข้าใจ เรามักจะเห็นเป็นตัวอย่างอยู่เสมอโดยเฉพาะตามพาดข่าวหนังสือพิมพ์ ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความรู้สูงนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาเสมอ ไป ความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสมอง ในขณะที่ปัญญานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ คนที่มากด้วยความรู้แต่จิตใจไม่ดีจึงเป็นผู้ที่ไม่มีปัญญาไปโดยปริยาย เมื่อพูดถึงปัญญาและความรู้แล้ว คงต้องขอกล่าวถึงคำที่เกี่ยวข้องอีกสองคำ ซึ่งก็คือคำว่า Information และ Data โดยจะเรียก Information เป็นภาษาไทยว่า “สารสนเทศ” และเรียก Data ว่า “ข้อมูล” ผู้ที่อยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์คงจะเข้าใจความความหมายและความแตกต่างระหว่าง คำว่า ข้อมูล…

Details